08 เมษายน 2549

วันที่ 8 - เต้นรำวงใหญ่

Today's Programme

MorningTo Learn the Quintessence of Chinese culture - Decoupage/Calligraphy
AfternoonCountry-Dance
EveningTo Prepare Stuff
HotelCrown Hotel, TaiChung

วันนี้เป็นไรไม่รู้แทบไม่มีใครอยากตื่น ตื่นกันตอนจะหมดเวลาแร้วอ่ะ ต้องแบบรีบเร่งกันสุดฤทธ์ ตอนเช้าเค้าให้เราหัดตัดกระดาษให้เป็นลายเส้นเป็นตัวหนังสือสีแดง คำที่ตัดแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่เป็นคำที่มีความหมายมงคลๆทั้งน้านอ่ะ อันนี้น่าเบื่ออ่ะ มานตัดลำบาก

จบจากตัดกระดาษเค้าให้เราไปคัดพู่กันจีน อันนี้สนุกอ่ะ ก่อนจะคัดจริงๆเค้ามีกระดาษแบบพิเศษอ่ะ เอาไว้เรียนคัดพู่กัน แค่เอาพู่กันชุบน้ำเปล่า ไม่ต้องใช้หมึก แร้วมาเขียนบนกระดาษนี้ มานก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ แล้วพอน้ำแห้ง สีมานก็หายไปเอง โอ้วไฮโซ อยากได้บ้างอ่ะ จากน้านเค้าก็ให้กระดาษมา 3 แผ่น เอาไว้คัดตัวหนังสือจีน สนุกอ่ะ แต่ตรูคัดไม่สวยว่ะ อุบาดเหอๆ

ตอนบ่ายวันนี้เค้าแจกบัตรแบบที่มีรูปพวกเรา ก่อนที่เราต้องมาเต้นเพลง Di Yi Zhi Wu ที่เราหัดร้องกันไปเมื่อวาน

เพลงนี้ต้องเต้นเป็นคู่ชายหญิง แต่ผู้หญิงตุ้ยเราเยอะกว่าผู้ชาย เราเรยเป็นผู้ชายเองระกาน ไม่คิดมาก เพลงนี้เวลาเต้นเนี่ยเค้าจะต้องสลับคู่ด้วย เพลงจบ1รอบ เราจะเปลี่ยนคู่ไป 6 คน ตอนแรกเต้นภายในตุ้ย พอถึงเวลาวนจริงๆ เค้าเอารวมกะอีกตุ้ยนึง เต้นไปเต้นมา 4 ตุ้ยมารวมกันตอนไหนไม่รู้เวร้ย เต้นไปเต้นมาไปเต้นคู่กับพี่เก่ง ตุ้ยจ่างตุ้ย 4 พี่แกเป็นชาย แต่ตุ้ยแกผู้ชายเยอะกว่าหญิงหรือไงไม่รุ้ แกต้องมาเต้นเป็นหญิงอ่ะ ตลกอ่ะ คู่นี้ทุเรศว่ะ ผู้หญิง(ตรู)เต้นเป็นผู้ชาย แร้วผู้ชาย(พี่เก่ง)มาเต้นเป็นหญิง เหอๆ

เต้นเสร็จเค้าแจกกระเป๋ายี่ห้อ Jusport คงเลียนแบบ Jansport มาอ่ะ เป็นกระเป๋าใส่เสื้อผ้า(เหมือนแบบเวลาไปต่างจังหวัดง่ะ) เค้าเอามาใส่เสื้อผ้าสำหรับ 3 วัน ส่วนกระเป๋าใหญ่เค้าให้เก็บไว้ที่โรงแรมน่านแหละ

วันนี้คนที่ไม่สบายโดนเค้าเชิญชวนให้ไปหาหมอกันเพียบ เพราะพรุ่งนี้เราจะเริ่มเที่ยวแล้วเปลี่ยนโรงแรม เราจะไม่มีเวลาไปหาหมอ หลายคนที่ไปหาหมอ หมอบอกว่าป่วยเป็นไข้หวัดที่ระบาดทั่วเมืองไถจงตอนนี้ ตอนนี้มีคนท้องถิ่นเป็นแล้วเยอะ (โชคดีที่ไม่ใช่หวัดนก เพราะเห็นให้ตรูกินไก่ทอดทุกวัน เหอๆ)
กลางคืนคืนนี้ไม่ได้ไปไหนเพราะเหนื่อยอ่ะ แถมพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าย้ายไปอีกเมือง เลยแค่จัดกระเป๋าขำๆ แล้วยัดของทั้งหมดลงกระเป๋าใหญ่ เอากระเป๋าไปเก็บในห้องเก็บของ

07 เมษายน 2549

วันที่ 7 - เพ๊นท์โคมไฟ

Today's Programme

MorningTo create folklore craft - Lantern/Knot
AfternoonTo learn Chinese
EveningIntroduction of the trip
HotelCrown Hotel, TaiChung

เช้าวันนี้เค้าให้เรามาเพ๊นท์สีโคมไฟ ก่อนที่จะเพ๊นท์เค้าเล่าประวัติของประเพณีลอยโคมไฟ มันมีเรื่องมาจากว่า
นานมาแล้ว มีคนยิงธนูขึ้นฟ้าไปยิงโดนนกของพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าเลยโกรธและสั่งเทพองครักษ์ให้ลงมาเผาเมืองมนุษย์ องครักษ์ลงมาเห็นคนที่กำลังจุดประทัด และโคมไฟอยู่ ก็คิดว่าบ้านมนุษย์โดนเผาไปแล้ว ดังนั้น ทุกวันที่ 15 เดือน 1 ของทุกปีก็เลยมีการจุดโคมไฟร่วมกับการจุดประทัด เพื่อเซ่นไหว้พระผู้เป็นเจ้า


เราเพ๊นท์โคมไฟวันนี้ง่ายกว่าเพ๊นท์ว่าวเมื่อวาน เพราะวันนี้มานเป็นกระดาษ แต่วันนี้ต้องเพ๊นท์เบาๆง่ะ เพราะกระดาษมันบางเหลือคณา ตรูก็เล่นมุขเดิมแหละวะ สีฟ้าๆ หลายๆโทน เพ๊นท์ตรงหัวโคมเสร็จ ก็มาเพ๊นก้นโคม เพราะตรงกลางมานเพ๊นท์ลำบากอ่ะ มานย้วยๆ เพ๊นไปเพ๊นท์มา เหลือที่ตรงกลางว่างๆ ก็เลยเอาสีฟ้าละลายน้ำเจือจางๆระบายๆไปพอขำๆ แต่แบบเวลาหมดก่อน ยังไม่ทันนึกว่าจะเพิ่มลายอะไร มานเลยเข้มๆแค่หัวกะท้าย เหอๆ เอาสีทองเขียนแซ่ลงไปแก้ขัดระกาน

เพ๊นท์โคมไฟเสร็จ เราก้อลงมาห้องข้างล่างอีกห้อง เค้าให้เราร้อยลูกปัดแบบจีน แต่แบบเค้าเอาง่ายๆให้เราทำอีกแร้วอ่ะ ลายยากๆก็ไม่ให้ทำ จะขอทำเป็นที่ห้อยโทรศัพท์เค้าก็ไม่ให้ทำอีก เพราะมันยาก เวลาไม่พอ เหอๆ วันนี้เค้าให้ทำแค่เป็นกำไลข้อมือพอ โหโชคดีว่ะ มันเป็นลายที่เคยทำตอน ม.1 ไม่ต้องคิดมากเรย จำได้ ทำๆๆๆๆ แปรบเดียวเสร็จ


ตอนบ่ายตามโปรแกรมคือให้ไปเรียนภาษาจีน ตอนแรกนึกว่าจะให้เรียนอาไร ปรากฏว่าเค้าสอนคำศัพท์เอาไว้ใช้ในการชอปปิ้ง เช่น ชื่อสถานที่เป็นภาษาจีน ชื่อขนมต่างๆ เสร็จแล้วเค้าให้เราออกไปร้องเพลง Di Yi Zhi Wu โหร้องเพลงนี้สบาย ตรูเคยฟังมาหลายปีแร้ว รู้จังหวะแร้ว แต่คนอื่นคงไม่สนุก เพราะไม่เคยฟังเพลงตัวอย่างมาก่อน (เหมือนที่เค้าสอน ShangSan เมื่อวาน เราไม่ค่อยสนุกเพราะไม่มีเพลงตัวอย่าง)ระหว่างที่เค้าสอนพี่อาร์ม หลุยส์ แร้วก็ฝูเต่าก็เต้นๆให้ดูก่อน เพราะเราต้องเต้นจริงในวันพรุ่งนี้


จบจากร้องเพลงแร้ว เค้าให้เราไปรวมกันฟังคุณลุงที่คึกๆที่เคยพูดที่เถาหยวนอ่ะ วันนี้เค้ามาบ่นๆเกี่ยวกับไต้หวันและประเทศอื่นๆ ประมาณว่าให้เรายอมรับไต้หวันเป็นประเทศๆหนึ่งอ่ะ (จะแยกจากจีนใหญ่นิ่) เค้าพูดนานอ่ะ เราหลับไปได้หลายตื่น(เล็กๆ) มาสนุกอีกตอนลุงแกปลุกระดมให้ทุกคนพูดว่า "Chinese is the name to be pround of" เป็นภาษาอังกฤษนะ คึกกันขึ้นมาเชียว

ตอนเย็นเค้าพาเราไปดู VDO Presentation เกี่ยวกับสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกัน (ดูไปตื่นเต้นไป อยากไปอ่ะ เบื่อจะตายแร้ว อยู่ไต้หวันมา 7 วัน มานมีแต่เรียนๆๆๆๆๆ เหอๆ) จบจากวีดีโอ คนอื่นเค้าไปชอปปิ้งที่เย่ซื่อ(ตลาดกลางคืน)กัน แต่เราไม่อยากอ่ะ ก็ไม่ใช่คนขี้ชอปอ่ะ เลยไปซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้ๆแทน มานก็เหมือนคาร์ฟูร์น่านแหละฟระ ไปเดินดูนู่นดูนี่อยู่นาน ราคามานก็พอกะบ้านเรานะ ไม่ได้แพงมากมาย เสียดายมีวีดีโอหนังจีนราคาถูกเยอะเรย แต่มานไม่มีซับหง่ะ :(

06 เมษายน 2549

วันที่ 6 - รำไทเก็ก, ปั้นเสี่ยวติงตัง

Today's Programme

MorningTo experience Taiwan's martial art - Tai Chi
AfternoonTo create folklore craft - Kite
EveningMandarin Singing
HotelCrown Hotel, TaiChung

เช้าวันนี้เค้าให้เรามาเรียนเต้นไทเก็ก (ภาษาจีน/อังกฤษเค้าเรียกว่า Tai Chi) เหล่าซือที่มาสอนเป็นชาย 1 หญิง 1 สอนเราทั้งหมด 4 ท่า เป็นท่าเบสิคของเค้า ไม่รู้เค้านับไงแต่รู้สึกเราเรียนเกินรึป่าวๆยังไงไม่รู้ เหอๆ เรียนทั้งช่วงเช้าเลย เรียนเสร็จ ก็มีผู้หญิงอีกสองคนออกมาร่วมกะเหล่าซือที่เป็นผู้หญิง มารำไทเก็กประกอบเพลงให้เราดูกัน


ตอนบ่ายเราจะมาเรียนทำ เนียเมี่ยนเตอ (ตุ๊กตาปั้นแบบจีนๆ) โดยตัวตุ๊กตาพวกนี้ปั้นมาจาก เพี่ยนเฝิ่น (ดินน้ำมันสีๆ กลิ่นเหมือนบัวลอย เอาไปต้มกินกะกะทิคงได้นะ 555) ตุ๊กตาที่เค้ามาโชว์คือตุ๊กตาแบบว่าจีนๆมั่กๆ แต่ที่เค้าให้เราปั้นคือปั้น "เสี่ยวติงตัง" ตอนแรกก็งง อะไรวะเสี่ยวติงตัง เหอๆ เพิ่งรู้ว่ามันเป็นชื่อเล่นภาษาจีนของโดเรม่อน

เสร็จจากการปั้นโดเรม่อน เราไประบายสีว่าว เพราะตามโปรแกรมเรามีวันนึงที่ต้องไปเล่นว่าวด้วย เค้าให้เลือกเพ๊นตามสบาย ทำไปเค้าก็อธิบายไปว่าว่าวนี่มีกำเนิดมาจากญี่ปุ่น (แร้วให้กรุทำทำไมเน่ย กรุไม่ได้มาญี่ปุ่นนะ) ระบายนานมั่กๆ เพราะตัวว่าวทำจากผ้าใบ แร้วต่อมศิลปินตรูก็มีปัญหา เพ๊นไปมั่วๆ ขำๆแหระวะ ตอนแรกใส่สีฟ้าไปก่อน แต่แบบอุบาดอ่ะ เลยเติมหญ้าไปหน่อย ทำไปทำมานึกถึง Full House เลยใส่ต้นไม้ไปด้วยก่อนเรย ตอนแรกก็สวยดีอ่ะ แต่พอวาดเก้าอี้แบบอนาถๆลงไป เรยสุดอุบาดเรย


ตอนเย็นเรามารวมกันที่ เมี่ยวเฉียงก๋วงฉ่าง (ลานหน้าศาลเจ้าระหว่างตึกโรงแรม) เพื่อเรียนร้องเพลง Shang San (ขึ้นเขา ลงเขา อะไรก็ไม่รู้อ่ะ รู้แต่เป็นเพลงพื้นเมือง) แล้วก็เพลง Peng You (อันนี้พอฮัมได้ เค้าเรยให้ร้องแค่รอบเดียวนะ ถ้าจำไม่ผิด) แล้วสุดท้ายก็ Qi Li Xiang ของ Jay Chou หลังจากที่เค้าเล่นมุขว่าเจย์โจวจะมาตั้งนาน

กลางคืน คืนนี้เรามีเลี้ยงส่ง Jessica เพราะเค้าต้องไปสอบแล้ว เราลาเค้าด้วยการเต้นเพลง เผิงเหยี่ยว ซึ่งจะมีแกนนำ พวกที่เต้นพอได้ แร้วก็พี่อาร์มที่เต้นได้แรว เวลาเต้นล้อมวงกันแล้วมันอารมณ์ซึ้งๆไงไม่รู้เหอๆ แล้วก่อนไปเค้าก็เฉลยว่า Jessica ฟังภาษาไทยออก (แบบว่าพูดออกมาแร้วเหมือนคนไทยแท้ๆ เรยด้วย) เพราะเค้าเคยอยู่เมืองไทยตั้งแต่ 3 ขวบ อยู่มา 15 ปี ถึงได้กลับมาไต้หวัน แถมอยู่โรงเรียนอนุบาล กะตอนประถมโรงเรียนที่เดียวกะตรูด้วย 5555 ส่วนผู้หญิงไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะหลายคนจับได้ตั้งแต่อยู่เถาหยวนแล้ว ส่วนพี่อาร์ม ตุ้ยจ่างเราจับได้ตอนวันที่2 ที่เราอยู่บนรถแล้วพี่อาร์มบอกพวกผู้ชายว่า "ตีแมว ต้องค่อยๆ ตี" ประมาณว่าถือโอกาสค่อยๆหยอดเจสสิก้าไป แล้วพี่อาร์มเห็นว่าเจสสิก้าขำแล้วพยายามเก็บอาการ เลยรู้ว่าต้องฟังได้ เพราะเมี่ยนเปาหน้าเฉยมั่กๆ อาการมันต่างกัน

05 เมษายน 2549

วันที่ 5 - ดูรถไฟหัวกระสุนของไต้หวัน(ก่อนใคร)

Today's Programme

MorningTHSR Exhibition
Afternoon- National Museum of Natural Science
- Study of Global Chinese Language and Culture Center
EveningTaichung Shopping Areas
HotelCrown Hotel, TaiChung


วันนี้ดีใจมั่กๆ ออกจากนรก(เถาหยวน)แต่เช้าขึ้นรถบัสเดินทางโดยใช้ไท่หวานเถียวลู่("เถียวลู่" แปลว่าทางด่วน)เพื่อที่จะไปดูTaiwan High Speed Railway Project (THSR) ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาจีนว่า "เกาสู้ เถียวลู่" ซึ่งเป็นโครงการรถไฟด่วนจากไทเป(เมืองเหนือเกือบสุด) ไป เกาสง(เมืองทางใต้เกือบสุด) ซึ่งตอนนี้ยังไม่เปิดให้บริการ (เค้าจะเปิดให้บริการวันที่ 31 ตุลาคม 2006 -- เปิดหลังวันเกิดหนูอุ๊ครบ 24ขวบเพียงแค่วันเดียวอ่ะค่ะ เค้าฉลองให้หนู 555) เราจะได้ไปชมส่วนที่เค้าจัดเป็นนิทรรศการ โดยรถไฟเนี่ยคนไต้หวันเค้าตื่นเต้นกันมากๆ เพราะเค้าจะได้เดินทางกันเร็วๆ เนื่องจากไทเปเป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่เยอะมากๆ ส่วนเกาสงก็เป็นเมืองที่มีโรงงานเยอะมากๆ ไม่มีสถานที่พักผ่อน เวลาเค้าอยากเที่ยวอยากทำไรกันเค้าก็จะขึ้นไปเทเป ส่วนคนที่ทำธุรกิจก็ต้องลงมาที่เกาสงเพื่อมาดูแลธุรกิจ ซึ่งถ้ารถไฟด่วนนี้เสร็จจะย่นเวลาเดินทาง จากรถไฟปกติ 4-5 ชั่วโมง (800 ดอลล่าร์ไต้หวัน) เหลือแค่ 90 นาที ไปถึงสถานที่ที่เค้าจัดนิทรรศการ แดดแรงมากๆๆๆๆๆ แต่ตึกเค้าสวยอ่ะ มองไปไกลๆเห็นตัวสถานี ดูออกแบบได้หรูหรามั่กๆ

ก่อนเข้าไปดูด้านในที่เค้าจัดนิทรรศการ จะมีพนักงานเอาสติ๊กเกอร์มาติดที่เสื้อเรา(ประมาณว่าเป็นตั๋วให้รู้ว่าคนนี้จ่ายตังแร้ว) ดูมันสวยๆดี ตัวรถที่เค้าจำลองให้ดูนี่แบบเหมือนเครื่องบินมั่กๆ เห็นเค้าบอกว่าจะมีเทรนโอสเตส ซึ่งให้บริการทุกอย่างเหมือนแอร์โฮสเตสด้วยอ่ะ แถมเค้าบอกว่า Expert มาช่วยตอนออกแบบก่อสร้างทางรถไฟด้วย เพราะว่าที่ไต้หวันมีแผ่นดินไหวบ่อยมั่กๆ เค้าเลยต้องแก้โดยการฝังหมุดคอนกรีตที่มีทรงกลมเหมือนลูกกลิ้งเอาไว้ที่ทั้ง 4 มุมของแผ่นคอนกรีตแผ่นล่างสุดของทางรถไฟ

ข้อมูลจำเพาะของ เกาสู้เถียวลู่
รหัส/ชื่อย่อ : 700T (T มาจาก Taiwan)
สีขบวนรถ : สีขาวครีมพาดลายสี ดำ-ส้ม (เป็นสีที่พิเศษในไต้หวัน)
แหล่งผลิตรถ : ญี่ปุ่น (ขนส่งมาทางเรือ)
ความเร็วที่ใช้ในการเดินทาง : 180 - 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
จำนวนที่นั่งใน 1 ขบวน : 189 ที่นั่ง
จำนวนตู้รถไฟทั้งหมด : 88 ตู้
จำนวนสถานีจอด : 12 สถานี
สีเบาะที่นั่งชั้น First Class : สีม่วง
สีเบาะที่นั่งชั้นปกติ : สีเขียว
ค่าโดยสาร : ชั้น First Class N/A; ชั้นปกติ 1,200 NTD
ระยะเวลาในการก่อสร้าง : 4 ปี

จบจากนิทรรศการรถไฟแล้วก็ผ่านฮวงซุ้ยใหญ่ๆที่นึง คนบานเลยเพราะเป็นวันสุดท้ายของเทศการเชงเม้ง (ภาษาจีนกลางคือ "ชิงหมิง")

ก่อนเที่ยงเราผ่านเมือง "เหมียวลี่" ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเมี่ยนเปา ที่เป็นฝูเต่าหยวนของเรา เค้าบอกว่าที่เหมียวลี่นี่มีสตอเบอรี่อร่อย (แต่ตอนที่เราไปถึงมันหมดหน้าไปแล้ว)

เค้าพาเราไปแวะพักที่ "ซานอี้" ซึ่งเป็นเหมือนโอเอสิสของทางด่วน ระหว่างที่พักเราก็แวะเดินดู "มู่เซียว"(ไม้แกะสลัก) เค้าแกะกันสวยดี แต่ไม่มีใครซื้ออะไร (ก็บ้านเราก็มีนี่หว่า) ที่นี่มีร้านขายของที่ระลึกใหญ่ด้วย มีเกือบทุกอย่าง มีตุ๊กตาหุ่นกระบอกแบบในหนังที่เค้าฉายเมื่อคืนด้วย แต่ไม่ได้ดูราคามา ที่อยากได้คือที่ห้อยมือถือพลาสติกเป็นแซ่ภาษาจีน แต่เซ็งแซ่ตรูมานโหล มานเลยหมด แงๆ

เรานั่งรถต่ออีกหน่อยก็มาถึงเมืองไถจง ยังไม่ทันเข้าโรงแรมเค้าก็พาเราไปพิพิทธภัณฑ์วิทยาศาตร์ธรรมชาติ โอ้วมานใหญ่มาก มีข้าวของมากมาย มีประหมึกตัวควายๆแช่น้ำยาเอาไว้ มีกระดูกแมมมอธจำลอง มีหุ่นยนต์ไดโนเสาร์ขยับได้ มีทรัพย์สมบัติ สิ่งก่อสร้างแบบจีนๆ จำลองเอาไว้

โอ้วของมันมากมายดูไม่หวาดไม่ไหว แต่เค้าให้เวลาเราน้อยมากๆ ยิ่งแบบตอนแรกต้องเดินตามวิทยากร โคตรเสียเวลาเรย ถ้าใครจะมาที่นี่นะต้อวงรีบๆเดินของมันเยอะจริงๆ (ที่นี่ห้องน้ำดีด้วย เหมาะสำหรับจะทำธุระหนัก อิอิ)

จบจากพิพิทธภัณฑ์ เค้าพาเราไปตึกสูง(แต่แคบๆ ดูอึดอัดๆ)ไปที่โรงเรียนไรสักอย่างให้เราเล่นเนต โดยให้เราเข้าไปดูเว็บของ OCAC ที่เป็นส่วนเกี่ยวการศึกษา และวัฒนธรรม แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจเว็บนี้ มานเล่นเนตกันเป็นส่วนใหญ่ ฝูเต่าหยวนเลยแกล้ง ตัดเนตทิ้งซะง้าน

เล่นเนตกานเสร็จ(อย่างรวดเร็ว)แล้ว เค้าพาเราไปปล่อยที่ อี้จงเจียน (เจียนแปลว่า ถนน/ตรอก) ซึ่งเป็นถนนที่มีชื่อเสียงเรื่องชอปปิ้ง โดยเฉพาะหาของกิน มีแต่ของกินเต็มถนน เค้าให้เงินเราคนละ 100 NTD ก่อนลงรถ ให้ไปหาไรหม่ำเอาเอง

คุ้มดีเพราะที่นี่ของกินถูก ให้มา 100 นี่กินข้าว + ชานมไข่มุก + ขนม แล้วก็ยังเหลือตังอีก อิอิ ระหว่างที่กินข้าวเห็นข่าวทักษิณ กะในหลวง แต่ฟังไม่ออก เห็นแต่ทักษิณตาแดงๆ แบบว่าจะร้องไห้ เหอๆ ดูน่าสงสารพิก๊ลล

ถึงเวลานัดเรากลับมาที่รถเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปโรงแรมกัน โรงแรมที่เราจะพักชื่อโรงแรมเหมยชุน (แต่ชื่อภาษาอังกฤษคือ Crown hotel) ซึ่งจะมีวัดอยู่ด้านในโรงแรม(อยู่ระหว่างตึกหน้ากะตึกหลัง)วัดนี้โดดเด่นนะคะ เพราะสมัยก่อนที่จะเป็นประเทศไต้หวัน ญี่ปุ่นบุกรุกรานเกาะนี้ แล้วก็ลงมือทำลายสถานที่สำคัญในเมือง แล้ววัดนี้เป็นวัดเดียวที่เหลือรอดไม่โดนพวกญี่ปุ่นระเบิดทำลาย วัดทั้งเมืองไม่เหลือแล้ว แต่วัดนี้พระเก่งมากหนีรอดกันได้ทันหมด ไม่เป็นไรเรย

ที่นี่เราอยู่กะรูมเมทชุดเดิม คือ พี่ยุ้ย,มิน,แล้วก็นัท โรงแรมมี 3 เตียง แน่นอนตัวเราไซน์นี้ได้นอนเดี่ยวค่ะ 555 พี่อาร์มตุ้ยจ่างบอกว่าปีที่พี่อาร์มมาที่โรงแรมนี่คือนรก แต่สำหรับเรา ที่โรงแรมนี้คือสวรรค์ เพราะเราเพิ่งออกจากนรกที่เถาหยวน ที่นี่เก่าไปหน่อยแต่ดีนะเราว่า จะแย่ก็นิดเดวก็คือ เวลาขึ้นตึกหลังที่เราพักอ่ะมานเป็นขั้นบรรไดอ่ะ เวลาลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ(และน้ำหนักเกิน)ขึ้นตึกอ่ะ ลำบากโคตร มานน่าจะมีทางลาดให้เราลากกระเป๋าอ่ะ แถมลิฟท์ก็มีตัวเดียว เวลาเอากระเป๋าขึ้นนี่โคตรช้าเรย ส่วนตึกหน้ามีลิฟท์แค่ 2 ตัว แต่คนเป็นร้อยต้องใช้ลิฟท์ขึ้นไปกินข้าวที่ร้านอาหารที่อยู่ถึงชั้น 7 ลำบากอ่ะ

04 เมษายน 2549

วันที่ 4 - ฝึกปรือฝีมือแรงงานไทย

Today's Programme

MorningTo be an advertisement creator
AfternoonSymposium
EveningTaiwan Imagery
HotelTaoyuan Training Center, TaoYuan

วันนี้เรามาฝึกปรือแรงงานนะคะ ตอนเช้าตุ้ย 2 กับ ตุ้ย 3 มาอยู่รวมกัน แล้วไปนั่งเย็บกระเป๋าใบเล็กๆ ไม่ยากอ่ะถ้าใช้จักร แต่เย็บมือสิ่นาน เย็บผิดแบบ สนผิดด้าน เหอๆ เลยช้าเลย ทำเสร็จออกมาแล้วก็สวยดี แต่ไม่กล้าหิ้ว 555 มันน่ารักไปนิดนึง ทำเสร็จแล้วใครไม่รู้พิเรนเอามาครอบหัวเป็นมงกุฏ เท่ห์ดีเหมือนกัน 555


ตอนบ่ายเราทำกิจกรรมสลับกะตุ้ย 1 และ ตุ้ย4 เค้ามาทำกระเป๋าแบบที่เราทำตอนเช้า ส่วนเราก็ไปเข้าห้องคอม ทำนามบัตร ทำในโปรแกรมอะไรก็ไม่รู้อ่ะไม่เคยใช้ แถมเมนูดันเป็นภาษาจีนอ่านไม่ออก รู้อย่างเดียวได้เล่นเนตด้วย โอ้วสุขนี้เหนืออื่นใด อดอยากปากแห้งมา 4 วัน ได้เล่นเนตซะที รีบๆทำนามบัตรให้เสร็จเร็วๆ แล้วก็เล่นเนตได้ตามสบายเป็นชั่วโมงเรย เค้าไม่ว่า อิอิ


ตอนกลางคืนเค้าให้ไปดูหนังหุ่นกระบอกไต้หวันที่เรียกว่า "ปู้ไต้ชี่" ซึ่งฉากการแสดงในหนังหุ่นกระบอกนี้เค้าบอกว่าเป็น ยวู้ซาน ซึ่งถ้าใครได้เห็นภูเขาฉากหลังนี้ก็จะรู้ว่าเป็นไต้หวัน (ตรงไหนฟระ ตรูไม่เหนดูออกเรย) เป็นละครหุ่นที่มีแบ๊คกราวเหมือนของจริง สวยนะ แต่เค้าพูดภาษาพื้นเมือง ไม่ใช่จีนกลางเลยไม่รู้เรื่องกัน (ทำยังกะว่าจีนกลางตรูจะเข้าใจง้านอ่ะ)

แร้วแบบฉากต่อสู้นี่แบบเลิศมาก เป็นหนังกำลังภายในชัดๆ แร้วมีตัวละครที่เป็นคนแก่หน้าโดนไฟไหม้มาอ่ะ โคตรสมจริงเรย แต่แย่อย่างเดียว ดันเอาผู้ชายมาพากย์หุ่นกระบอกเพศหญิง ฟังแร้วประแล่มๆพิกล ดูได้ค่อนเรื่องทนดูไม่ไหวเลยแว่บกลับมาห้องนอนเพราะต้องเก็บของเตรียมย้ายที่ (ออกจากนรกซะที)

03 เมษายน 2549

วันที่ 3 - ปฐมนิเทศ(นา)

Today's Programme

MorningIntroduction of OCAC
AfternoonSpeech/ Opening Ceremony
EveningCompetition
HotelTaoyuan Training Center, TaoYuan

ตื่นแต่เช้าวันนี้ ต้องมาฟังบรรยายเกี่ยวกับเถาหยวนเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ ฟังก็ไม่รู้เรื่อง รู้อย่างเดียวเค้าแปลมาได้ว่าคนที่มาบรรยายอ่ะเค้าเน้นเหลือเกินว่าที่ไต้หวันมีแรงงานไทยเยอะ เหอๆ เค้าว่าคนงานก่อนสร้างสถานที่ที่น่านก็เปนคนไทย

ฟังเสร็จเค้าให้ไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดสูทเพื่อไปฟังบรรยายเกี่ยวกับ OCAC (Overseas Chinese Affairs Commission) มานแย่มากๆ มีผู้ใหญ่คนนึงมาพูด แล้วเค้าพูดคนเดียวได้น่ารำคาญเป็นเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 15 นาที เบื่อโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆ

หลังจากที่เรานั่งฟังกันจนเหนียงยาน เค้าให้เราพักเข้าห้องน้ำ จากนั้นถึงมีพิธีเปิดแบบจริงจัง เพราะ ผู้ใหญ่ท่านอื่นๆเพิ่งมาถึงและพูดๆคนละนิดหน่อยไม่นานมาก แต่มีลุงคนนึงสนุกสนานมาก แกพูดไปด้วยน้ำเสียงคึกๆ แล้วขยันถาม "ตุ้ยปู้ตุ้ย"(ถูกรึป่าว?) "ห่าวปู้ห่าว" (ดีหรือป่าว?) พวกเราก็มีปฏิกิริยาตอบรับดีมาก ตอบเค้าเสียงดังลั่น สนุกสนาน 555

หลังจากที่ฟังเค้าพูดๆเสร็จ ก็มีการแสดงมาโชว์ 2 โชว์เป็นของตุ้ย1 กะตุ้ย4 ที่เราเคยเห็นมาแร้ว ส่วนโชว์ที่3 เป็นการเต้นเพลง เผิงเหยี่ยว(แปลว่าเพื่อน) ซึ่งเค้าเพิ่งซ้อมกันเมื่อตอนกลางวัน บางคนก็เต้นคล่อง บางคนก็เหล่ตามองคนอื่นตลอด ตลกมั่กๆ เพราะถ้าหันไปมองข้างหลังจะเห็นพวกตุ้ยจ่างยืนบนเก้าอี้ เต้นเป็นตัวอย่างให้พวกที่อยู่บนเวทีดู

คืนนี้ตุ้ยเราแพลนจะมีปาร์ตี้มาม่า หลังมื้อเย็น คุณตุ้ยจ่างเราเรยขโมยไก่ทอด กับฝรั่งที่เป็นกับข้าวมื้อเย็น ใส่ถุงไปเพียบ แถบเก็บจาน ถ้วยกระดาษ แล้วก็ตะเกียบซะเรียบเรย


ตอนกลางคืนมีกีฬาสีหลังข้าวเย็น เป็นกีฬาบาสชาย กะกีฬาจานร่อน แหมตอนแรกเราก็นึกว่าให้เล่นไรยากๆ ที่ไหนได้ให้ยืนเรียงกันแร้วส่งต่อจาน ไม่มีไรโลดโผน เหอๆ ทีมตุ้ย2 ของเราได้ที่โหล่ หลังจากเล่นจานร่อนเราก็เข้ามุมเชียร์บาส ร้องๆเต้นๆกัน มันโคตรๆ

เชียร์กันไปก็ลุ้นไป เพราะตุ้ยจ่างพนันมาม่ากันไว้ ตุ้ยที่ชนะจะได้มาม่าของตุ้ยที่เหลือ ตุ้ยละ 5 ห่อ เล่นไปเล่นมาปรากฏว่าตุ้ยเราชนะ แต่อดได้มาม่าทั้งหมด ต้องแบ่งมาม่าที่เอามากองพนันกะตุ้ย 3 ทีมละครึ่ง คือเหลือทีมละ 10 ห่อ (ก็ดีวะยังได้กำไร) เพราะตุ้ยจ่างเรา(พี่อาร์ม) ไปพนันไว้กะตุ้ย3(หลุยส์)ก่อนแข่งรอบชิงว่าให้แบ่งคนละครึ่ง เพราะเรากลัวแพ้ เหอๆ

กลางคืนมีปาร์ตี้มาม่า เชิญฝูเต่าหยวนทั้งหมดมา เค้าก็มากันทั้งหมดจริงๆ แต่ว่าเค้ามาแบบเขินๆ นั่งแปรบๆ ชิมขำๆ แล้วก็ไป แต่เค้าคงตกใจอ่ะ เพราะว่าเห็นไก่กะฝรั่งที่เราแต๊บมากองพะเนินเทินทึก (กินกันไม่หมดด้วย ตอนเช้าต้องเอาไปให้หมากิน)

02 เมษายน 2549

วันที่ 2 - ลงทะเบียน

Today's Programme

MorningRegister
AfternoonGroup recreational activities
EveningTo organize into group
HotelTaoyuan Training Center, TaoYuan

ตอนเช้าวันนี้เค้าให้ตั้งแถวเป็นตุ้ยแล้วพาทั้งหมดเข้าโรงยิม (แต่เค้าเรียกว่า Auditorium เรียกซะหรูเชียว) เข้าโรงยิมไปแล้วเค้าให้คนตุ้ย1 ที่มีเลขที่ต้นๆ ตั้งแถวขึ้นไปตรวจเช็คข้อมูลตัวเอง แล้วเซ็นชื่อลงทะเบียน รวมทั้งถ่ายรูปทำบัตร ส่วนคนที่อยู่ตุ้ยอื่นๆก็เข้าตุ้ยตัวเองแร้วก็รวมหัวกันออกแบบธงประจำกลุ่ม ชื่อกลุ่ม สโลแกกลุ่ม ท่าบูมตุ้ย กลุ่มเราตั้งชื่อว่า "เสี่ยวโก่ว" แปลว่าหมาน้อย เพราะปีนี้เป็นปีหมา ส่วนสโลแกนก็ "โอเค ม๊ะ?" ส่วนบูมตุ้ยอ่ะ เน้นที่ทำเสียงเห่าเหมือนหมาไต้หวัน หมาไต้หวันมันเห่าว่า "ว่าง ว่าง" ธงเราสวยสุดด้วยขอบอก

พอถึงคิวที่เราต้องไปลงทะเบียน เค้าให้ซองเอกสารมาคนละซอง (ข้างในมีบัตรประจำตัวที่มีแต่ชื่อจีน ชื่ออังกฤษ และหมายเลขประจำตัว แต่ไม่มีรูป แล้วก็มีใบเอกสารที่ต้องกรอก ใบยินยอมไรสักอย่างลืมแร้ว แร้วก็แบบสอบถาม ปากกา1ด้าม แผนที่ทางหลวงไต้หวัน แล้วก็คู่มือเล่มเล็กที่บอกรายละเอียดโปรแกรมทั้ง21วันของเรา) จากนั้นเราก็ไปตรวจเช็ครายละเอียดประวัติตัวเอง หลังจากนั้นก็ไปถ่ายรูปทำบัตร โอ้ยถ่ายกันหนุกหนานอยากได้ท่าไรก็ทำตามสบาย เค้าให้ถ่ายกันคนละ 2 แอ๊ค บอกว่าเลือกได้ (แมร่งนึกว่าเลือกเองได้ ปรากฏ คนถ่ายเลือกให้เองเสร็จเรย รูปที่ตรูอยากได้ ไม่ให้ตรูมา)

ตอนบ่ายตามโปรแกรมเดิมมันเป็นไรไม่รู้อ่ะ แต่พวกตุ้ยจ่างคงอยากชอป(มั๊ง) เลยไปต่อรองฝูเต่าหยวนให้พาพวกเราไปชอป เมืองที่ใกล้ที่สุดคือเมืองจงลี่ ซึ่งห่างจากที่ๆเราอยู่ไปเกินครึ่งชั่วโมงแน่นอน หม่ำข้าวเสร็จเราก็ไปรอขึ้นรถออกจากสถานกักกัน เดินทางไปจงลี่ ระหว่างทางที่เราผ่าน เราจะเห็นนางงามตู้กระจก เสื้อผ้าน้อยชิ้น ชิ้นล่างนุ่งสั้นนั่งไขว่ห้างอยู่ในห้องกระจกเล็กๆ ซึ่งเราสงสัยว่ามานนั่งทำไรกานวะ ปรากฏว่ามารู้ทีหลังว่าเจ๊ๆพวกนั้นเค้าเรียกว่า "ปิงหลานซู่" (แปลว่าสาวขายหมาก) พวกสาวนี้เรียกว่า "ล่าเม่ย" (แปลว่า ร้อนแรง) ก็ได้ สาวพวกนี้จะเน้นขายหมากที่พวกคนขับรถแป๊ะแก่ๆเค้าชอบเคี้ยว เค้าว่ากันว่าสาวๆพวกนี้ขายทุกอย่างในร้าน (เน้นว่าทุกอย่าง รวมทั้งของที่ติดตัวมาแต่เกิด) เราใช้เวลาเดินทางนาน แต่คุ้มๆๆๆๆ เพราะขนาดเป็นเมืองเล็กๆ แต่แหล่งชอปปิ้งยังใหญ่กว่าสยามบ้านเรา

ที่เมืองนี้นี่แรงงานไทยเยอะมากๆ แค่เอารถมาจอดก็เห็นป้ายร้านขายของไทยๆ เดินจนเมื่อยหาข้าวกินเอง ซี๊ซั๊วเข้าไปกินร้านขายก๋วยเตี๋ยวเส้นเท่าเส้นอุด้ง จืดสนิท แต่คนขายพูดไทยได้ด้วยฟร่ะ ชัดเจน แต่ไม่ค่อยอยากจะพูดเท่าไหร่ เหอๆ ที่นี่เราหาซื้อการ์ดโทรศัพท์เพื่อโทรกลับบ้านได้ถูกสุดๆ ถูกที่สุดในไต้หวัน ให้ตายเถอะจอร์จ เป็นการ์ดที่คุ้ม โทรได้นาน สัญญาโอเคและถูก คนขายเป็นคนไทย พูดไทยชัดแจ๋ว แกโทรถามราคาให้อีกต่างหากว่าไอ้การ์ดนี้ใช้ได้นานแค่ไหน (อยู่ใกล้สถานีรถไฟจงลี่ ออกจากสถานีข้ามถนนไป อยู่ด้านซ้าย ถ้าใครจะไปก็ไปหาซื้อซะร่ะ) ระหว่างซื้อการ์ดก็เจอแรงงานไทยมาซื้อร้านนี้เหมือนกานเรย แต่เค้ารีบหนีง่ะ ไม่อยากสนทนากะเรา เหอๆ

เดินๆทะลุเข้าทางเดินใต้ดินด้านข้างๆของสถานีรถไฟ จะไปทะลุออกด้านหลังสถานี (ทะลุผ่านทางตัวตึกไม่ได้ง่ะ ต้องมุดดิน)ด้านน้านโรงแรมบานเรย น่าจะเป็นโรงแรมอย่างว่านะ รู้สึก แต่ไม่ใช่แหล่งที่ควรจะไปเดินตอนมืดๆเท่าไหร่อ่ะ เราเลยเดินทะลุทางเดินใต้ดินกลับมา เดินดูของในทางน้าน โห แม่เจ้า มานถูกอย่างรุนแรงอีกแร้ว ที่จงลี่นี่ดีมากๆๆๆๆๆๆ มีแต่ของถูกๆๆๆๆๆ

ซื้อของเสร็จเรารีบวิ่งกลับมาจุดนัดพบ ตุ้ยเราไปรวมคนได้ตรงเวลา และเดินไปถึงที่รถไปรอรถได้ทัน ตุ้ยคนอื่นยังมากันไม่ครบแต่ทุกคนต้องขึ้นรถแล้ว รถตุ้ยอื่นออกไปโดยที่ไม่รอใคร เพราะมันรอไม่ได้ (เค้าเตือนแร้วนะว่ารถไม่รอ) คนพวกน้านตกรถไป แต่โชคดีที่รถเราที่จอดเข้าซองไป ออกช้ากว่าใครเพื่อนเพราะมีรถอื่นมาจอดขวาง พวกที่มาสายเลยต้องขึ้นมาอายบนรถเรา ซวยเรย

คืนนี้เรากลับกันมาถึงสถานกักกัน ก็ต้องประชุมเรื่องการแสดง แต่ว่าไม่ค่อยไปถึงไหน ตกลงไรไม่ค่อยได้ เหอๆ

01 เมษายน 2549

วันที่ 1 - มาถึงไต้หวันเป็นวันแรก

Today's Programme

MorningPicking up from airport
Afternoon
EveningTo organize into group
HotelTaoyuan Training Center, TaoYuan

วันนี้เราต้องนั่งเครื่องไฟลท์เช้าของ China Airlines ไปไต้หวัน เลยต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 โอ้วจอร์จ มันแย่มาก ตอนกลางคืนกว่าจะกลับจากที่ทำงานก็ดึกแร้ว แล้วกว่าจะจัดกระเป๋าเสร็จก็แทบตาย แถมน้ำหนักกระเป๋าเกิน เค้าให้เอาไปได้แค่ 20 กิโล แต่ทำไปทำมามันกลายเป็น 23 กิโลกรัม เหอๆ มาถึงสนามบิน เกือบหกโมงเช้า ไปรับพาสปอร์ต, ตั๋ว, และก็เนคไทจากพี่อาร์มซึ่งเป็นตุ้ยจ่างของตุ้ย2 ที่เราอยู่ (ตุ้ย หมายความว่า "กลุ่ม" ส่วน ตุ้ยจ่าง คือ "หัวหน้ากลุ่ม") แล้วก็ไป check-in ไปขำๆ เรื่องกระเป๋าน้ำหนักเกินกะพนักงานเค้าตอนเช็คอิน เค้าก็ปล่อยๆไปแหระฟระ

ระหว่างที่รอคนที่เพิ่งมาถึงเข้าเช็คอิน หิวจนทนไม่ไหว ชวนน้องหงไปเซ๊เว่นไปหม่ำซาลาเปารองท้องไปก่อน กำลังหม่ำกันเพลินๆ พี่อ้อนโทรตามว่าเค้าให้ถ่ายรูปหมู่ได้แร้ว วิ่งกันแทบตายกลัวไปถ่ายไม่ทัน เหอๆ แต่ในที่สุดก็ถ่ายทัน อิอิ อยู่ข้างหน้าอีกต่างหาก

ได้เวลาขึ้นเครื่อง ไม่ได้คาดหวังเรยว่าเครื่องเค้าจะดี ปรากฏว่าขึ้นไปแร้วมันมี PTV โอ้ววววววว ดีมั่กๆ แถมทุกรายการเป็น on demand ดีกว่า PTV ของ Cathay Pacific อีก โฮะๆๆๆๆๆ อยากดูไรก็เลือกดูเลือกหยุดตามสบาย เสียอย่างเดียวหนังสือบนเครื่องมันเก่าและเยินมากๆ เพราะไฟลท์นี้เป็นไฟลท์ต่อเนื่องมาจากเนเธอร์แลนด์ แต่ก็ดีใจฟร่ะ เพราะเค้าออกจากที่นู่นเป็น 31 มีนาคม เวลาท้องถิ่น สบายเรย ยึดหนังสือฉบับเดือนมีนามาเรย รอสักพัก(ใหญ่โคตร) แอร์ฯถึงได้เอาอาหารมาเสริพ นังหลุยส์ที่นั่งอยู่ข้างๆ (อะไรจะบังเอิญขนาดนี้ เค้าสุ่มจัดมาให้ได้นั่งข้างๆมัน) ดันไปเลือกเอาสเต็กปลาเลี่ยนๆมากิน สมน้ำหน้า เราเลือกเอาข้าวกับหมูอะไรสักอย่าง มีความสุขที่สุด หลังจากหิวแทบตาย กินเสร็จก็เลือกดูโน่น ฟังนี่จาก PTV เค้าเป็นแบบ touch-screen ด้วยฟร่ะ ดีๆ ชอบๆ แต่เล่นไปเล่นมันมันเจ๊งบ๊ง มี error messages ขึ้นบนหน้าจอ (ปรากฏว่ามันเป็นลีนุกซ์) ต้องรอมันรีสตาร์ทไหม่ เหอๆ

มาถึงสนามบินเจียงไคเช็ก มันอารมณ์แบบว่าอะไรเนี่ย เหมือนไม่ได้ไปไหนเรย 555 สนามบินไต้หวันโคตรเก่า เหมือนสนามบินดอนเมืองอย่างแรง ด้านในไม่ค่อยมีเอกสารอะไรให้คว้า รีบๆต่อคิว ตม.เข้าเมืองออกมา ยังไม่ทันคว้ากระเป๋า คุณตุ้ยจ่างเค้าก็ยึดพาสปอร์ตเราไปแร้น เหอๆ ระหว่างรอรับกระเป๋า แอบเห็นมีแรงงานด้วยอ่ะ คนไต้หวันเค้าเข้ามารับแรงงานข้างในเรยวุ้ย ไม่ต้องออกไปข้างนอกให้เสียเวลา มารับตัวพร้อมกระเป๋าเรย รอๆให้ของครบตั้งนาน หันไปเห็นอาเฮียคนนึง หน้าตาเหมือนการ์ตูนแต่มีไฝเหมือนอาแป๊ะ ใส่เสื้อเขียวๆ เหมือนเสื้อวินมายืนอยู่ข้างหลัง สงสัยว่าเค้ามารอรับแรงงานไทยอีก แต่ปรากฏว่าเค้าคือ "เสี่ยวเจ่า" หัวหน้าของฝูเต่าหยวน (ฝูเต่าหยวนแปลเป็นไทยคือ "พี่เลี้ยง") ใหญ่ที่สุด ทุกๆคนเรียกเค้าว่า "ต้าเกอ" (ต้าแปลว่าใหญ่ เกอแปลว่าพี่--แปลแล้วก็เหมือนกับเราเรียกใครว่า เฮีย น่านแหละ) เค้ามารอรับเราออกไป พอออกไปยังไม่ทันพ้นประตูเลย ฝูเต่าหยวนคนอื่นๆสวมเสื้อวินสีเขียว เอาป้ายสีส้มแปร๋นมาแขวนแล้วร้องเพลงต้อนรับ เหอๆ ร้องดันลั่น อายโคตร เดินๆมาพอพ้นประตูแล้วเค้าให้หยุดรวมกัน เผอิญสายตาอันแหลมคมเหลือบไปเห็น Tourist Information เลยทิ้งของวิ่งไปขอเค้าเรยตรู เสียดายๆไม่มีเป็นเล่มๆเหมือนของเกาหลี แต่ขอได้มาหลายใบมากเหมือนกาน สุขใจที่สุด เราขอเสร็จแร้วคนอื่นเพิ่งวิ่งมาขอบ้าง เผอิญเค้าเรียกถ่ายรูปพอดี พวกน้านเลยขอได้ไม่เยอะ 555 หลังจากที่ถ่ายรูปหมู่แล้วเราก็รีบเดินขึ้นรถบัสที่จอดรอ ตุ้ยละคัน แต่ละคันจะมีฝูเต่าเหยวน 2 คน (ยกเว้นคันของตุ้ย 1 จะมีต้าเกอนั่งไปด้วย) ฝูเต่าเหยวนคันของเรา คือ เมี่ยนเปา กับ เจสสิก้า (จำชื่อจีนเค้าไม่ได้หง่ะ) ระหว่างทางบนรถเค้าก็แนะนำตัวเอง แนะนำนู่น แนะนำนี่ ประกาศรูมเมทและเบอร์ห้อง จนถึงที่พักของเรา (ตรูหลับไม่ทัน เหอๆ)

ที่ๆเราจะมาพักก็คือ Taoyuan Training Center ซึ่งเป็นเหมือนโรงเรียนสารพัดช่างบ้านเรา แต่อยู่บนเขา บ้านนอก อากาศดี แต่บ้านนอกเรย ไม่มีไรแถวน้านเรย นอกจากโรงงานไรไม่รุ้ กะเมืองเล็กๆ ระหว่างทางขึ้นเขา

เข้าไปเจอห้อง ตอนน้านมานอารมณ์แบบว่า OH My God! ฝุ่นเยอะโคตรๆ พื้นดำเน่า มีเตียง 2 ชั้นอยู่ 2 เตียง ผ้าห่มฝุ่นกระจาย แล้วในตู้เสื้อผ้า มีเสื้อใครที่ไหนไม่รู้แขวนอยู่ เหอๆน่ากัวๆ เราต้องถูพื้นรอบนึงก่อนถึงจะพออยู่ได้ (แต่ก็ไม่กล้าเดินเท้าเปล่าในห้อง) ห้องน้ำรวมใช้ด้วยกันทั้งชั้น โถส้วมมีทั้งแบบยองๆ และแบบนั่ง ไม่สะอาดอ่ะ แต่ก็ขำๆ อยู่ไป แต่เค้าก็ดีนะ มีกาละมังใบเล็กให้คนละใบ บนกาละมังมีแพ็คอุปกรณ์อาบน้ำสระผม ทำธุระส่วนตัว แร้วก็ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กให้คนละผืน เราเก็บของเสร็จแล้วเค้าก็พาเราชมรอบศูนย์ แล้วก็แนะนำสถานที่ ระหว่างทางเค้าก็ชี้ให้เราดู ดอกตู้เจียน เป็นดอกไม้ที่มีเกลื่อนกลาดมากมาย แร้วเค้าบอกว่าเมืองไทยไม่มีอ่ะ

ดอกตู้เจียนเป็นดอกไม้ที่มีชื่อมาจากนก เรื่องตำนานเค้าเล่าว่ามีสามีภรรยาคู่นึงยากจนมาก แต่ก็เลี้ยงนกตู้เจียนไว้ พอสามีภรรยาคู่นี้ตายไป นกมันก็เสียใจมาก ร้องไห้ออกมาเป็นเลือด หยดลงพื้นกลายเป็นต้นดอกตู้เจียน

พอเค้าพาเราชมซะรอบ (เมื่อยสาด) เค้าก็ปล่อยเราพัก แล้วให้ไปกินข้าวที่แคนทีนตอนหกโมงเย็น โหให้ตาย ตึกที่พักอยู่ตรงทางเข้า ประมาณว่าปลายเขา แร้วเวลาเดินไปกินข้าวต้องคลานขึ้นไปด้านบนเนิน ไกลพอสมควร จากที่ไม่หิว เดินไปถึงก็หิวพอดี กับข้าวคล้ายๆของไทย คงเพราะเค้าคงพยายามทำให้ถูกปากเรา มื้อนี้อย่างหิวเพราะมื้อหลังสุดที่กินคือบนเครื่องตอน 11 โมง กินไรก็อร่อย มีพี่พ่อครัวคนนึงพูดภาษาไทยได้ด้วยอ่ะนี่

กินข้าวเสร็จเค้าพาเราเข้าห้องประชุม ที่ไม่ต้องเปิดแอร์หรือพัดลมอะไรเลย แต่ก้อหนาว (และเหม็นอับเล็กๆ) เค้าแนะนำฝูเต่าหยวนและถวนจ่างของฝูเต่าหยวน ซึ่งก็คือเสี่ยวเจ่า จากฝูเต่าหยวนทั้งหมด 9 คน มีแค่ Jessica, Joyce, แล้วก็ XuanXuan(ฉ่วนฉวน) ที่หน้าตาดี คนอื่นไม่สวยฟร่ะ ส่วนผู้ชายไม่ต้องพูดถึง หนูล่ะเศร้า

คืนนี้เรากลับห้องตอน 8.30 น. แล้วก็ทำนู่นทำนี่รอ Bed Check ตอน 10.00 น.