08 มิถุนายน 2549

Ni Hao




อยากรู้ว่าพวกเราไปทำอะไรกันมาบ้าง
กดคลิ๊กตรงวันที่ด้านขวาเรยยย
============================== > > >

06 พฤษภาคม 2549

สำหรับคนที่เตรียมตัวจะไปไต้หวันอย่างนี้บ้าง

  • อย่าพูดอาไรไม่ดี ถ้าไม่แน่จายว่าเค้าฟังออกรึป่าว (ต่อให้เปนคนต่างชาติก็ตาม อย่าตั้งชื่อให้เค้าด้วยก็ดี)
  • วิธีการจองเตียงนอน เวลาไปถึงโรงแรม คือ ให้ถอดเสื้อ แล้วนอนในที่ๆต้องการ เท่านี้จะไม่มีใครกล้ามาแย่งเตียง
  • เมื่อถึงเวลาmorning call ให้นอนนิ่งๆไว้ เด๋วก็มีคนไปเปิดประตูเอง
  • วิธีการเรียกรวมคน ที่เร็วที่สุดคือ ให้คนถือกล้องไว้ แล้วนับ 1 2 3 ... เท่านั้นคนก็จามารวมกันครบทุกคน
  • เซ๊เว่นเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 มื้อไหนกับข้าวกระเดือกไม่ลงเราก็ไปเซ๊เว่น
  • เอามาม่าคัพไปเองด้วย ไม่ง้านอาจจะไม่มีถ้วยใส่มาม่ากิน (หรือไม่ก็หามาม่าตุ้ยไม่เจอ)
  • อย่าหลับในที่สาธารณะ ถ้าไม่อยากได้รูปออกมาประจาน (ขนาดหลับในห้องนอนยังโดนอ่ะ)
  • ถ้าจาทำไรไม่ดี อย่าบอกว่าเป็นคนไทย ให้พูดว่าเปนคนสิงค์โปร ไม่ก็ญี่ปุ่นซะ
  • เวลาไปซื้อของอย่าไปที่ละหลายๆคน มะงั้นจาได้เดินไม่เกิน1Block (การหลงทางไปคนเดียว เปนวิธีที่ดีที่สุด ที่จาได้ของดีๆกลับมา)
  • อย่าไปยืนนับนิ้วเปนภาษาจีน(เทียบตัวเลขอ่ะ)ต่อหน้าคนขายของ เพราะมันจารุว่าเราเปนต่างชาติ
  • ถ้ามีผู้หญิงเปรี้ยวๆเดินมาพูดไรไม่รุใส่ ให้ตอบว่าyaoไว้ก่อน แล้วคุนจาไม่เสียใจ
  • เวลาไปในที่สำคัญต่างๆ แล้วเค้าจำกัดเวลาพยายามอย่าถือของไว้เยอะ เผื่อว่าต้องรีบวิ่งขึ้นรถทัวร์ (ขึ้นคนสุดท้ายต้องเดินเป็ด)
  • อย่าเข้าไปเก็บยอดใบชา ถ้ารองเท้าคุณยังใหม่อยู่
  • ถ้าจาใช้ไดร์เป่าผม ให้ตรวจดูก่อนว่ามีใครเอาไปเป่าถุงเท้ารึยัง
  • อย่าใส่รองเท้าแตะเล่นสงกราน (ไม่ง้านจะได้แผลได้)
  • อย่ามีหน้าเหมือนดารา ไม่งั้นคุนจาโดนล้อไม่เลิก
  • อย่าจุดไฟเผาห้อง ถ้าห้องนั้นยังต้องใช้ประชุมต่อ
  • วิธีแอบหลับในห้องประชุมที่เนียนที่สุด คือ ทำเปนก้มเขียนหนังสือ
  • เวลาต่อคิวเข้าห้องน้ำ ระวังอาซิ่มมั่วนิ่มแซง ถ้าซิ่มแกแซงก็สะกิดแกเรย แล้วชี้ไปที่ท้ายคิว แร้วทำหน้าร้ายๆใส่แกไปเรย
  • อย่าคาดหวังว่าโรงแรมจะมีที่ฉีดก้น พกกระดาษเปียกไปด้วย
  • ผ้าสักผืนพกไปปูหมอนนอนก็ดี บางที่ฝุ่นเยอะโคตรๆ
  • เวลาที่เราต้องแปลให้เพื่อนๆฟัง ถ้าตรงไหนเราแปลไม่ได้ให้หาเรื่องอื่นมาพูดเข้าไปเรื่อยๆ ให้ยาวเข้าไว้ เดี๋ยวฝูเต่าหยวน หรือผู้บรรยาย ก็เข้าใจเองว่าพวกเราเข้าใจ
  • เวลาจะไปถึงที่ๆไหนสวยๆสักที รีบเตี๊ยมกะคนในตุ้ยตั้งแต่อยู่บนรถ แล้ววิ่งลงไปจองที่ จะได้วิวสวยๆที่มีแต่คนตุ้ยเรา
  • เวลาไปไหนแล้วมีไกด์พาเดินทัวร์ อย่าทำเป็นสงสัยมาก ไม่ง้านจะไม่เหลือเวลาส่วนตัวไว้เดินดูเอง
  • ห้องน้ำในพิพิทธภัณฑ์ส่วนใหญ่สะอาดและดีเหมาะที่จะปล่อยของหนัก
  • เวลาประชุม ถ้าเค้าถาม ตุ้ยปู้ตุ้ย เห่าปู้เห่า ก็ให้ตอบว่า ตุ้ย ว่า เห่า เอาไว้ก่อน
  • เวลาใช้บันไดเลื่อนต้องชิดขวา ถ้าชิดซ้ายจะโดนคนไต้หวันเหยียบ
  • ก่อนไปไต้หวันนานๆ+อาหารเค้าจัดให้แบบนี้ อย่าเข้า KFC และกินนักเก็ตก่อนไป เพราะไปถึงจะได้กินซะเอียน
  • คนไต้หวันต่อคิวซื้อปอนเดอริงเหมือนที่คนไทยต่อคิวซื้อโรตีบอย ไม่ต้องตื่นเต้น
  • รองเท้าแตะ พกติดตัวไปด้วยเถอะ แม้ว่าใครจะห้ามยังไงก็ตาม มันได้ใช้แน่ๆ
  • ทุกโรงแรมที่อยู่ ถ้าไม่มีเครื่องซักผ้า+เครื่องอบผ้าหยอดเหรียญร่ะก็ ไปถึงรีบหยิบเสื้อวิ่งไปจองซักเรย แต่ถ้าไม่ทันลองเดินออกไปด้านนอกสิ่ จะเห็นว่ามีร้านซักรีด ที่จะทำให้คุณได้ผ้าเร็วกว่าใครๆ
  • ถ้าติดเนต ไปถึงแร้วควรวิ่งไปถามพนักงานทันที บางทีที่ๆเล่นเนต(ฟรีๆ)ของโรงแรมก็อาจจะอยู่ในซอกหลืบหรือตึกอื่นก็ได้
  • เวลาอยากได้ผ้าเช็ดตัวเพิ่ม โทรไปหารีเซฟชั่นแร้วบอกว่า จะเอา "ต้าเหมาจิน" (เป็นคำศัพท์ที่ผิดหรือถูกไม่รู้ แต่ใช้ได้ผลอ่ะ) จะได้ๆเร็วๆ ไม่ต้องพยายามอธิบายว่าจะเช็ดตัว
  • ไปถึงห้องแล้วให้เพื่อนอยู่ในห้อง ตัวเราลองล็อกห้อง แล้วเอาก้นดันประตูดูด้วยนะ เผื่อมันจะเปิดได้เองโดยไม่ต้องใช้กุญแจ
  • ที่เสียบกุญแจเปิดไฟของบางโรงแรมอาจจะเล็กมาก เอาแปรงสีฟันยัดลงไปไม่ได้ เวลากินข้าวก็หัดขโมยตะเกียบมาใช้เสียบด้วยนะ
  • ไม่สบาย เจ็บปวด มีแผล บอกตุ้ยจ่างด้วย
  • แต่ถ้าจะหนีเที่ยวหลัง Bed Check ไม่ต้องขอตุ้ยจ่าง
  • เอายาอมไปเผื่อตัวเองและคนอื่นด้วย
  • เอายาแก้อักเสบ(สำหรับแก้เจ็บคอ)ตัวไปแบบครบโดสให้เอาติดตัวไปอย่างน้อย 2 โดส แล้วอย่ากระแดะให้ใครหมดก่อนถึงวันสุดท้าย เพราะตัวเองอาจจะป่วยเองตอนวันสุดท้ายแล้วหายากินไม่ได้

    ปล. ข้างบนนี้มีหลายอันที่ขโมยมาจากบล็อกของน้องแจ๊ค ขอบใจนะ อิอิ
  • 21 เมษายน 2549

    วันที่ 21 - บ๊ายบายไต้หวัน

    Today's Programme

    MorningLeaving Taiwan and Going Home
    Afternoon
    Evening

    วันนี้ตื่นสายหง่ะ คนอื่นเค้าตื่นกานแล้ว แต่ตรูง่วงจัดเพราะนอนเกือบตีสี่ ต้องเสร็จทุกอย่าง พร้อมขึ้นรถตอน 9 โมง เหอๆ ตื่นก็แปดโมงกว่าแล้วอ่ะ ข้าวเช้าที่เค้าให้เป็นขนมปัง ข้าวห่อสาหร่ายกะชานมก็กองอยู่ตรงน้านอ่ะ เค้ามาให้ตอน morning call แต่เราไม่รู้เรื่องเรย ตื่นมาก็แบบลนลาน เหอๆ รีบๆ ยกของลงไปกองชั้น 1 เตรียมตัวขึ้นรถ ขึ้นมานั่งรถแล้วหันไปเห็นฝูเต่าหยวนของตุ้ย 3 อ่ะ ยืนร้องไห้แล้วอ่ะ เหอๆ กลัวจะร้องมั่งจัง อายเค้าอ่ะ

    นั่งรถกันแบบอดทนเกือบ 2 ชั่วโมงเราก็มาถึงสนามบิน ไม่มีเวลาจะเดินชมสนามบินอ่ะ เพราะรถติดเหลือเกินกว่าจะถึง มาถึงกว่าจะจัดเรียงกระเป๋าครบกันหมดก็นาน ทีนี้เค้าให้เริ่มเช็คอิน ตุ้ยเราได้เช็คอินก่อนเพราะมาถึงก่อนใครเพื่อน พี่อาร์มตุ้ยจ่าง ตะโกนถามว่าใครมั่นใจว่าน้ำหนักกระเป๋าเกินมาก่อนเรย เราเลยไปยื่นหน้าคนแรกเรย ก็พี่เค้าพูดเองเมื่อคืนว่ากระเป๋าเราเนี่ย 30 กิโล พอไปชั่งจริงๆปรากฏว่าหนักไป 28 กิโล เหอๆ เกินมาเกือบ 10 กิโล เหอๆตรู พอเช็คอินเสร็จดีใจจัด 555 โยนกระเป๋า Jusport ที่เค้าให้มาทิ้งมันเลย ขี้เกียจขนกลับ ตอนแรกก็แค่เอามาเผื่อๆ ถ้าเค้าไม่ให้น้ำหนักเกินก็จะได้ย้ายของออก (มันคงหนักพวกโบชัวร์อ่ะ) ตอนนี้สัมพาระที่เราเหลือก็แค่กระเป๋าที่ได้จาก Ilan มาเมื่อวันก่อน เอาไว้ใส่ขนมหิ้วขึ้นเครื่อง (เบามากๆ อิอิ) ทีนี่พวกเราทั้งตุ้ยก็ชั่งกระเป๋า ไม่รู้ทำยังไง มีที่เหลืออีก 30 กิโล พี่อาร์มตะโกนถามว่าใครจะเอาใบเล็กโหลดใต้ท้องเครื่องอีกไหม เพราะคนส่วนใหญ่มีกระเป๋าJuSport มาใส่ของที่ยัดลงกระเป๋าใหญ่ไม่ได้ทั้งน้าน พี่อาร์มทำยังไงฟระให้มานมีที่อีก ขนาดมีคนน้ำหนักกระเป๋าเกินตั้งหลายคนนะนี่

    หมดห่วงเรื่องกระเป๋าแล้วเราไปแลกเงินคืน เพราะขี้เกียจไปตลาดมืดตอนกลับมาถึงเมืองไทยอีก เหลือแค่ 2000++ NT เองอ่ะ ไม่คิดมาก แลกๆไปเหอะ แลกเงินเสร็จก็ถึงเวลาเดินไปขึ้นเครื่องแล้ว เราเข้าไปด่าน ตม.แบบว่าที่นี่ตลกอ่ะ ด่านตม.ขาออกที่นี่แบบว่าเปิดโล่งๆ มองทะลุกระจกเค้าไปได้อ่ะ แปลกที่สุด ตรวจคนเข้าเมืองเสร็จแล้วก็รีบเดินขึ้นเครื่องเพราะเวลาไม่มาก เดินไปถึงหน้าเกท (โชคดีที่ได้เกทใกล้ๆ) เห็นอุ๋มกะเจี๊ยบยืนเฝ้ากระเป๋ากองนึงอยู่ (เห็นหน้าอุ๋มนี่แบบรู้เรยมันทั้งเซ็งทั้งง่วง 555 ตอนนี้นึกถึงหน้าแกเรยว่ะอุ๋ม) คนที่ไปเดินชอปปิ้งฝากระเป๋าไว้ ตัวเราไม่มีสัมภาระเลยเดินไปดูของ กะว่าจะใช้เหรียญให้หมด เพราะไม่ต้องการจะสะสม ที่บ้านมีเหรียญไต้หวันที่ป๊าเคยใช้เหลือเก็บไว้แร้ว ปรากฏว่าไปเจอแสตมป์แบบจีนๆในร้านของ National Palace Museum สาขาสนามบิน ราคา 50 NTD ปรากฏว่าทั้งตัวมีแค่ 45 NTD เลยเดินกลับไปขอบริจาคเค้ามาอีก 5 NTD อิอิอิ เงินไต้หวันเกลี้ยงกระเป๋าสมใจ

    เดินขึ้นเครื่องได้แล้ว ก่อนขึ้นเครื่องยังไม่วายถ่ายรูปกะน้องหง บ้ากล้องกันทั้งคู่ ขึ้นเครื่องไปก็ไปแลกที่นั่ง แล้วไปนั่งที่นั่งกะหงอีก ตอนนั้นแค่นั่งรอเค้าเสริฟอาหารหละ พอกินเสร็จก็หลับแล้ว ไม่ไหวแร้ว หลับไปหลับมาแปรบเดียวก็ถึงกรุงเทพ หนังเหนิงไม่ได้ดูอ่ะ เสียดายอุตส่าห์มี PTV



    กลับมาถึงกรุงเทพเข้าคิว ตม.คิวต่างชาติอีกแร้ว ไม่รู้ตอนน้านคึกอะไร เค้าถ่ายรูปก็เอานิ้วมาชูสองนิ้วสู้ตายค่ะ คุณพี่ตม.ก็บอกว่าแหมทำเหมือนบ้าน Big Brother เรยนะ ตอนน้านก็คึกอีก เจือกไปถามกลับว่า แล้วอาทิตย์นี้ใครออกอ่ะพี่ ตม.แมร่งก็ไม่รู้เรื่อง รู้จักแต่หน้าคนที่ออก แต่ไม่รู้จักชื่อ บอกแต่ว่าคนที่เป็นอีกสุกอีใสน่ะ เหอๆ กรุไม่ได้ดู กรุจะรู้ไหมวะ

    พ้น ตม.ออกมา มารอรับกระเป๋านานโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มาถึงสายพานเป็นคนแรก แต่แบบได้เกือบคนสดท้าย คนอื่นเค้าไปกันหมดแร้ว เหอๆ คงเพราะไปเช็คอินคนแรกแน่เรย ซวยโคตรๆ ออกไปข้างนอกก็ไม่ทันถ่ายรูปหมู่ทั้งถวน ได้แต่ถ่ายรูปกรุ๊ปย่อยๆกลับมาแทน

    จบแร้วทริปไต้หวันของเรา.....

    20 เมษายน 2549

    วันที่ 20 - วันนี้ Free time

    Today's Programme

    Morning To visit the Presidential Palace
    AfternoonFree Time
    Evening
    HotelArmed Forces Hero House, Taipei

    วันนี้ตื่นแต่เช้า เพราะเค้าจะพาไป Presidential Palace ซึ่งเป็นที่ทำการของประธานาธิปดี แล้วที่นี่อยู่ห่างจากที่ๆเราพักไปไม่กี่บล็อก เดินไปประมาณ 5 นาทีก็ถึง ปกติที่นี่ไม่ได้เปิดให้เข้าบ่อย ถ้าจะเข้าที่นี่ต้องเอาพาสปอร์ตมาด้วย และห้ามเอากล้อง มือถือ กระเป๋า ฯลฯ เข้า ทุกคนที่จะเข้าต้องไปพร้อมไกด์ด้วย เราเดินไปตัวเปล่าๆ เลยอดถ่ายรูปเรย

    ที่นี่เค้ามีไกด์ที่ภาษาอังกฤษดีมากๆๆๆๆๆๆๆ พาเราเยี่ยมชม เค้าอธิบายประวัติศาสตร์ได้ดีอ่ะ แต่จำเนื้อหาไม่ได้แร้ว เหอๆ ที่เข้าไปดูก็มีสมบัติต่างๆ ของชาติที่ประธานาธิปดีได้มา มีรูป มีประวัติของสถานที่ ที่ๆนี่เค้าสร้างโดยญี่ปุ่น สมัยที่เมื่อก่อนญี่ปุ่นปกครองเกาะ ถ้ามองดูจากด้านบน(ฟ้า) จะเห็นตึกเป็นตัว Ri4 ภาษาจีนอ่ะ (ที่หน้าตาเหมือนเลข 8 ที่เหลี่ยมๆอ่ะ) ที่หมายถึงญี่ปุ่น และตึกมีไว้สำหรับเป็นออฟฟิตของรัฐบาลญี่ปุ่น แต่มันโดนระเบิดเละไปเค้าเลยเข้ามาบูรณะใหม่แล้วเอามาทำเป็นออฟฟิตของประธานาธิปดีเนี่ย คนที่ทำงานอยู่ที่นี่มีหลายร้อยคน จำตัวเลขไม่ได้แล้ว แล้วที่นี่มีนิทรรศการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นเทศกาลๆไป เวลาที่เดินชม ก็ต้องเดินเป็นทาง one-way ดูห้องต่างๆ ไปจนถึงทางออก ไปไหนไม่ได้ มีทหารเฝ้า ตรงใกล้ๆทางออกจะมีร้านขายของที่ระลึก และไปรษณีย์อยู่ข้างใน ตอนนั้นต้องรีบออกอ่ะ ไม่ง้านจะส่งไปรษณียบัตรออกมาจาก Presidental Office คงเท่ห์พิลึก อิอิ อยู่ที่นี่ประตูห้องทุกบาน ลูกบิดจะอยู่ต่ำกว่าระดับทีควรจะเป็นอ่ะ ไกด์ถามเราว่ารู้ไหมว่าทำไม มีคนพิเรนไปตอบว่าเพราะคนญี่ปุ่นตัวเตี้ย เหอๆ ความจริงแล้วที่เค้าทำลูกบิดให้ต่ำเพื่อที่ได้ว่าคนที่เปิดประตูจะได้ก้มหัว แสดงความเคารพก่อนที่จะเข้าห้อง เพราะเป็นธรรมเนียมญี่ปุ่นที่ต้องโค้งคำนับ

    จบจากที่ Presidental Palace แล้วเค้าปล่อยเราตามสบาย ไปหามื้อกลางวันกินเอง
    พวกเรานัดกันไว้แร้วว่าเราจะไปกินอาหารหรูหรากันสักมื้อ และจากที่ได้อ่านในเนตมาก่อนไป สถานที่ๆเราจะไปน่านก็คือ Din Tai Fung ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก และเป็นอาหารที่เค้าแนะนำๆๆๆ กับเหลือเกิน แม๊แต่ในโบชัวร์ท่องเที่ยวไทเปที่หยิบมาก็ยังแนะนำ ถึงเค้าจะว่ากันว่าแพงเราก็เตรียมใจไปจ่าย เราได้ถามหาทางไปเตรียมไว้ก่อนแร้ว ฝูเต่าหยวนที่บอกทางไปก็บอกว่าแพง(แต่เค้าไม่เคยไปกิน) เราไปกันสี่คนเดินไปขึ้นMRT และซื้อตั๋ว One-Day Pass เพื่อที่จะได้แรดได้ทั้งวัน นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Zhongxiao Dunhua ถามหาทางตั้งนานกว่าจะเดินไปถึง เหอๆ เมื่อไปถึงเราก็เห็นป้ายแดงๆ รอต้อนรับเราอยู่

    โชคดีมากๆที่ไปถึงกันตอนเที่ยงเป๊ะๆ ไม่ต้องรอนาน ตอนเรากินเสร็จออกมาเห็นคนรอแบบมหาศาล เมื่อเราได้โต๊ะเข้าไปแล้วเปิดเมนูดู มันแพงก็จริงแต่เข่งนึงมันมีเยอะนะ คือคุ้มอ่ะ ถ้าไปหลายคน เราเลยสั่ง ขนมจีบกุ้ง เสี่ยวหลงเปา ซุปเสฉวน ข้าวผัดไข่ ซาละเปาหมู ซาละเปาหมูสับ แล้วก็ผักเคียงอีกอย่าง กินกันแบบว่าอิ่มปลิ้นอ่ะ แล้วเช็คบิล ปรากฏว่าคนละ 22x NTD คือแบบว่าไปกินMK แล้วหารกันบางทียังแพงก่านี้เรยอ่ะ ไหนใครบอกว่าแพงฟระ เราหม่ำกันเสร็จก็ไปเข้าห้องน้ำ โหวววว ที่นี่ห้องน้ำเค้าดีมั่กๆ ทุกครั้งที่มีคนเข้าแล้วออกมา จะมีแม่บ้านคอยเช็ดโถให้เรา แถมโถเค้ามีทีฉีดก้นอัตโนมัติด้วย ที่เป่ามือก็เป็นแบบเย็น ส่วนครีมล้างมือก็เป็นโฟม โอ้วเป็นห้องน้ำที่ดีที่สุดตั้งแต่อยู่ไต้หวันมา

    ออกจาก Din Tai Fung เราแยกกะเพื่อนๆทั้ง 3 คน เดินเดี่ยวไปที่ร้านหนังสือ Eslite ที่เปิด 24 ชั่วโมง ที่อยู่ใกล้ๆ (ก็ไม่ใกล้เท่าไหร่ เดินไกลเหมือนกาน) อยู่ร้านหนังสือนานๆ ดูนู่นดูนี่เสียเวลาไป 2 ชั่วโมงกว่าๆได้ แต่ไม่ได้ซื้ออะไร เพราะอ่านไม่ออก ไอ้ที่อ่านออกก็ไม่ซื้อ 5555

    ออกจากร้านหนังสือเรานั่งรถไฟฟ้าไปสถานี S.Y.S Memorial Hall ที่ห่างไปแค่สถานีรถไฟเดียวเพื่อนไปดู Sun Yat-Sen Memorial Hall อันนี้ใกล้อ่ะ แค่ออกจากสถานีรถไฟไปก็เจอเรย ที่นี่เหมือนเจียงไคเช็กเรยอ่ะ เข้าไปข้างในมีพิพิทธภัณฑ์อะไรๆที่เกี่ยวกะ ดร.ซุนยัดเซ็น แรวก็มีรูปปั้นใหญ่ๆ ของท่านกะทหารเฝ้าที่ยืนนิ่ง ออกมาจากตรงน้านเราเห็นตึก Taipei 101 ชัดมากๆ เลยถ่ายรูปไว้หน่อย แต่กล้องมานห่วยเรยถ่ายได้แค่น้านอ่ะ จากตรงน้านเราเดินทนเดินไปเรื่อยๆเพื่อจะไปถ่ายรูปแถว Warner Village Cinema Center ที่เป็นตึกสีแดงๆอ่ะ จำได้ว่าในหนังไต้หวันตั้งหลายเรื่องเค้ามาถ่ายตรงนี้ มันแดงสวยดีเลยเดินๆมาถ่ายสักหน่อยพอขำๆ

    จากน้านเรานั่งรถไฟใต้ดินเพื่อไปยังสถานี Longshan Temple เพราะเห็นว่าขนาดว่าเค้าเอาชื่อวัดมาทำเป็นสถานีคงมีอะไรดังๆ เลยไปซะหน่อย และอีกอย่างที่สถานีนี้มีตลาดกลางคืน Hua Hsi แล้วก็ถนน Guang Zhoo ที่อยู่ใกล้ๆด้วย อ่านเจอในเนตมาอีกน่านแหละว่าตลาดตรงนี้มีซีดีขายถูก เลยจะมาหาซื้อซะหน่อย มาถึงที่วัดนี่ยังไม่มืด เข้าไปถึงเห็นน้ำตก โอ้วมานสวยมั่กๆ แต่คนเยอะอ่ะ ทัวร์ลงด้วย แต่พอจะเข้าไปกราบไหว้บ้างตกใจเลยอ่ะ ที่นี่แบบว่าคนเยอะมากๆๆๆๆกำลังสวดมนต์เสียงดังลั่นอยู่ เผอิญไม่รู้จะถามใครก็เลยไม่รู้ว่าเค้าสวดเสียงดังกันทำไม ข้างในมีพระมากมาย และมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ อ่านดูจากป้ายก็รู้ว่าสมัยก่อน น่าจะเป็นช่วงสงครามโลก ไต้หวันโดนระเบิดเละ ทั้งโบสถ์ไหม้แต่องค์เจ้าแม่กวนอิมไม่มีอะไรบุบสลายเลย คนเลยยิ่งฮือฮา นับถือ

    พอออกจากวัดแล้วจะไปเดินตลาดกลางคืน แต่ของยังไม่ตั้งอ่ะ เลยไปเดินดูร้านที่เปิดอยู่ แถวน้านมีถนนที่เค้าทำหลังคาเอาไว้ มีร้านที่เปิดอยู่เต็มเลย ไปเดินดูปรากฏว่าแถวน้านมีแต่ร้านอาหาร หรือไม่ก็ยาดองสารพัดสัตว์ เห็นแร้วหยะแยงหง่ะ แต่ก็หิว เริ่มเจ็บคอแล้วอ่ะ แต่หิวมากก่า เลยตั้งใจไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อที่จะได้ไปที่สถานี Xinpu ซึ่งแถวน้านมีร้าอาหารที่ตกแต่งด้วยโถส้วม แม้แต่ถ้วยก็ทำเปนรูปโถส้วม อยากไปถ่ายรูปแค่น่านแหละ เรื่องกินน่ะผลพลอยได้ แต่แบบไปเดินหาอยู่นานมาก แต่ละคนบอกไม่เหมือนกาน ไปถามนักเรียนคนนึงเค้าพาไป แต่ปรากฏว่ามันกลายเป็นร้านขายขนม เด็กนักเรียนคนน้านก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่อง (ป่านนี้ยังไม่รู้เรยว่าเค้าเข้าใจเราหรือเปล่า) เค้าบอกว่าร้านน่ะย้ายไปแล้ว เราก็เลยบอกขอบใจ แล้วเดินหาเอง เพราะคิดว่าเด็กคนน้านมานไม่เข้าใจเรา ปรากฏว่ามารู้ทีหลังว่าร้านส้วมอ่ะ เค้าย้ายไปเปิดตรงตลาด Shilin แล้วอ่ะ มีคนเห็น แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    จากตรงน้านเรานั่งรถไฟฟ้ายาวไปที่สถานี Jiantan (สถานีที่ไปตลาดซื่อหลินน่ะ) อีกครั้งเพื่อที่จะไปขึ้น Shuttle bus ของ Miramar Mall ไปดูชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจาก London Eye ที่อังกฤษ) ลงจากสถานี Jiantan ลงด้านที่หันหน้าไปซื่อหลิน จะมีป้ายรถเมล์สีชมพูอยู่ด้านขวา เราแค่ไปต่อคิวยืนรอ จะมีรถของ Miramar (ไม่มีเบอร์ มีแต่ชื่อห้างติดอยู่ที่ตัวรถ) พาเราไปที่ห้างฟรีๆ ตัวห้างนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟไปไกลเหมือนกาน ระหว่างทางผ่าน Martyrs' Shrine ที่เรามาเมื่อวานด้วยอ่ะ แต่มันมืดแล้วก็เห็นมีคนยืนนิ่งๆเฝ้าอยู่คนเดียว นั่งรถได้ไม่น่าเกิน 20 นาที เราก็มาถึง Miramar Mall เดินทะลุไปขึ้นลิฟขึ้นไปชั้น 5 ถึง Miramar Entertainment Park ที่นี่ไม่มีอะไรอ่ะ แค่มีชิงช้าสวรรค์กะโรงหนัง3มิติ IMAX ที่บ้านเราก็มี แต่มาที่นี่ก็มาขี่ชิงช้านี่คะ เลยไปซื้อตั๋วขึ้น คนละ 150 บาท ที่เค๊าเตอร์แล้วขึ้นไปต่อคิว

    ขึ้นไปคนเดียว โอ้ว มานเสียวมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันสูงง่ะ แค่ฐานมันก็อยู่ชั้น 5 แล้วง่ะ แล้วพอขึ้นไปถึงยอด แล้วแบบมองไม่เหนอะไรข้างล่างอ่ะ นึกว่ามันเสียแล้วจอดค้าง โง่มั่กๆ แต่แบบมองออกไปมานสวยๆๆๆๆๆๆๆๆ งามๆๆๆๆๆ ใช้เวลาประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงเราก็หมุนกลับมาที่เดิม ยุติความเสียวไว้ ณ ตรงน้าน แล้วก็เดินลงมารอ Shuttle bus กลับไปที่สถานีรถไฟฟ้าเหมือนเดิม

    พอกลับมาจากสถานีรถไฟฟ้าแล้วเราก้อ นั่งรถไฟฟ้าย้อนกลับไปที่สถานี Longshan Temple อีกรอบ ตอนนี้แสบคอมาก กลืนน้ำลายก็แสบ ขาก้อปวดแบบนรกแตก แต่อยากได้ซีดีจัด เลยไปถนนGuang Zhoo อีกครั้ง ไปเดินหาซีดี เหอๆ มีซีดีถูกจริงๆ แต่เป็นซีดีหนังโป๊ทั้งน้านเรย เศร้าเรยตรู แต่ตอนน้านอารมณ์อยากได้เพลงจัด เลยนั่งรถไฟใต้ดินกลับไปที่สถานี Ximen เพื่อที่จะกลับไปนอน แต่ก่อนกลับที่พักเดินเข้า XiMenDing ตอนน้านเลย 5 ทุ่มแล้วก็ไม่สน bed check อ่ะ อยากซื้อจัด เลยไปร้านซีดีก่อน ซื้อซีดีมา 2 ชุดแล้วก็ dvd หนังอีกเรื่อง อิอิ แพงกรุก็ยอมวะ (แต่มานก็ถูกกว่ามาซื้อเมืองไทยอ่ะ) วันสุดท้ายแร้ว

    จบจากที่นี่แล้วหมดแรงจริงจัง แทบจะคลานกลับไปนอน ใจนึงก็อยากขึ้นแท็กซี่ แต่งกอ่ะ เดินๆก็ได้ ไม่ได้ไกลเรย กลับที่พักแทนที่จะได้นอนเลย ฝูเต่าหยวน เค้าเอา Questionnaire มาให้ทำ มาให้คอมเม๊นท์พวกสถานที่/กิจกรรม/ร้านอาหาร ที่ผ่านมาทั้ง 18 วัน บร้าชะมัด ใครจะไปจำได้หมดอ่ะ จำได้แค่ที่แบบเด็ดๆ ไม่กี่อย่าง เช่นโรงแรมที่หรูสุด โรงแรมผีน่ากัวสุด ร้านอาหารที่ยอดแย่ที่สุด(อยู่ที่ไทเป) แล้วเค้าก็แจก Year Book กะ CD-Rom ที่มีภาพวิวต่างๆของไต้หวัน รวมทั้งหนังสือพิมพ์จีน(เหมือนหนังสือของ OCAC ทำเผยแพร่เองน่านแหละ ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ปกติที่ขายกันตามตลาด) ที่มีรูปพวกเราลง คนละชุด แล้วก็มีซีดีรูปที่ฝูเต่าหยวนเค้าเก็บ Memory Stick ของพวกเราไปก๊อปรูปเก็บไว้ให้ วันนี้เค้าไร๊ท์มาคืน (แมร่งมั่วมาก รูปหายกันบาน ต้องโทรกลับไต้หวันไปทวงรูป คิดดู ตอนนี้นั่งพิมพ์อยู่เน่ย ยังรอรูปกลับมาอยู่เรย) แล้วจากนั้นเราก็กล่าวคำล่ำลาฝูเต่าหยวนที่เหลือของตุ้ยเรา ก็คือ ฉ่วนฉวน แล้วก็ เมี่ยนเปา ร้องเต้นเพลงเผิงเหยี่ยว(ที่แปลว่าเพื่อน) กันอีกรอบนึง แล้วจึงได้กลับเข้าห้องไปเก็บของ ตอนน้านแบบว่าไม่อยากจะเก็บของแร้วอ่ะ เหนื่อยสุดๆ แต่ก็ต้องเก็บ สุดท้ายก็ต้องยัดของลงกระเป๋าให้หมด กว่าจะจัดกระเป๋าเสร็จก็ประมาณตี3 โอ้ว มานหนักมาก จัดเสร็จอุตส่าห์จะลากไปชั่งว่ากี่กิโล กรรมมากๆ ตาชั่งอันเดียวที่มี(ใช้ร่วมกัน 142 คน) มานพังไปแล้ว เพราะใช้กันเยอะเกิน เหอๆ พี่อาร์มมาเช็คกระเป๋า ลองยกดูให้ ปรากฏว่าเฮียแกกะว่าได้ประมาณ 30 กิโลกรัม แต่แบบตอนน้านขี้เกียจรื้อ ไม่สนใจระนอนดีก่า

    19 เมษายน 2549

    วันที่ 19 - ไปตึกที่สูงที่สุดในโลก (ณ ปี 2006)

    Today's Programme

    Morning Ending Ceremony / Learn the result exhibition
    AfternoonTaipei MRT Trip / Taipei 101 / Taipei Astronomical Museum
    Evening
    HotelArmed Forces Hero House, Taipei

    วันนี้ตื่นมาพร้อมกับอาการหายใจติดขัด แล้วก็เจ็บคอเล็กๆ ที่พักที่ไถเป่ยนี่แบบว่าแอบมีฝุ่นเพียบเรยอ่ะเน่ย วันนี้ตอนเช้ามีพิธีปิดที่ชั้นล่างของที่ๆเราพักน่านแหละ วันนี้จะมีผู้ใหญ่มาจากทาง OCAC ที่เป็นสปอนเซอร์เรา สถานที่จัดงานเป็นเวทีใหญ่ๆ เราเข้าไปจะเห็นผลงานที่เราหัดทำ จัดเรียงไว้บนโต๊ะ (มีพัดกระดาษของหนูด้วย อิอิ) เอาไว้ให้ผู้ใหญ่ดู เราไปนั่งได้สักพักผู้ใหญ่ก็มาพูดสั้นๆ (กว่าที่เคยพูด) แล้วก็โชว์หนังสือพิมพ์ที่มีรูปพวกเรา(หัวเท่ามด)อยู่ด้วย หลังจากที่เค้าพูดจบ เราก็มีการแสดงตุ้ยละ 2 ชุด + ของพวกตุ้ยจ่างอีก 1 ชุด จบการแสดงผู้ใหญ่ก็กลับไป


    จบงานแล้วเราขึ้นไปเปลี่ยนชุด(เอาเสื้อสีชมพูที่เป็นยูนิฟอร์มออกก่อน)แล้วค่อยเดินกันทั้งถวน ("ถวน" หมายถึงพวกเราทั้งหมด รวม 4 ตุ้ย) ฝูเต่าหยวนพาพวกเราไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน (MRT) สถานี XiMen ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อนั่งรถไฟใต้ดินด้วยตัว One-Day pass สำหรับทั้ง group ไปยังสถานี Taipei City Hall และเดินไปตึก Taipei 101 (จะเรียกให้มีแอ๊คเซ่นก็ต้องเรียกว่า "ไถเป่ย อีหลิงอี") ซึ่งตึกนี่เป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ ปี 2006 ตึกนี้มีความสูง 508 เมตรและมีทั้งหมด 101 ชั้น แล้วก็มีลิฟท์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 1010 เมตร/นาที(แต่ว่าเค้าบอกว่าที่จงใจให้มีแต่เลข 1 กะ 0 เพราะเค้าต้องการให้มันเป็นตัวแทนของเลขฐาน2 ที่ใช้ในวงการคอมพิวเตอร์ หมายถึงเวลาที่คอมโพรเสสข้อมูล/เก็บค่าต่างๆ) ตัวตึกเน่ยอยู่ห่างจากสถานีไปไกลเชียวแหละ แดดก็ร้อน เหอๆ อุตส่าแบกเสื้อกันหนาวไป อากาศดันร้อน เดินร้อนๆ ไปจนถึงตึก เค้าให้เงินเราคนละ 100 NTD อีกแร้ว เราเลยเดินเข้าไปกินกานที่ food court ของตึก Taipei101 ซึ่งของก็นะ ราคาเอ็มโพเรียม หรือพาราก้อนบ้านเราชัดๆ 100เดียวไม่พอค่ะ ต้องเติมเงินเพิ่มเข้าไปเองนะคะ กินข้าวเสร็จ คนอื่นจะไปชอปปิ้ง ตรูไม่ชอป ตรูจะขึ้นข้างบน ก็เลยเดินไปขึ้นยอดตึกคนเดียวเรย

    จะขึ้นยอดตึกนี้ต้องขึ้นลิฟท์ไปชั้น 5 ก่อน เพื่อที่จะไปซื้อตั๋วขึ้นไปชั้นบน ตั๋วเค้าขายคนละ 350 NTD ก็สมเหตุสมผลหละนะ ซื้อตั๋วแล้วเราก็เดินไปต่อคิวขึ้นลิฟท์ไปชั้น 89 ที่เป็นชั้นชมวิว เวลาเข้าไปในลิฟท์ เค้าจะมีป้ายจอสีที่มีรูปโครงสร้างตึกแล้วก็ลิฟท์ โชว์ให้เราเห็นเลยว่าตอนนี้เราอยู่ที่ความสูงส่วนไหนของตึก ส่วนเพดานลิฟท์เค้าก็ปิดไฟมืด ทำเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนจำลองดวงดาวต่างๆให้เราเห็น เดินทางนี้ใช้เวลาประมาณ 38 วินาทีก็จะถึงยอดแล้ว (อันนี้คือตามที่เค้าโฆษณาไว้ แต่เห็นว่ามันนับตั้งแต่ลิฟปิด รวมๆแล้วกว่ามันจะนิ่งจริงๆลิฟเปิดอีกรอบก็ 42 วินาทีอ่ะ) ก็เป็นลิฟท์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกนี่นา มาถึงแล้วพนักงานต้อนรับเราอย่างดี และถ้าต้องการ Audio Guide ก็ต้องเอาพาสปอร์ต ไม่ก็กุญแจห้องโรงแรม หรือเงิน 1,000 NTD มัดจำเอาไว้ แล้วก็เอาเครื่องที่หน้าตาเหมือนโทรศัพท์ไปกดฟังได้เลย

    บนชั้น 89 นี้ เป็นชั้นที่มีลูกตุ้มอันใหญ่บักเอ้ก เอาไว้ถ่วงตึก เพราะไต้หวันมีแผ่นดินไว้บ่อย เค้าเลยมีลูกตุ้มถ่วงเอาไว้ตรงกลาง เพราะจะช่วยให้โครงสร้างตึกไม่พัง (กล้องมันห่วยอ่ะ ถ่ายเองไม่ติด ขอเอารูปที่ถ่ายจากทีวีไว้มาให้ดูระกานนะ)

    เดินดูรอบๆ แอบเห็นที่เค้ามีบริการตัดต่อ-ถ่ายรูปคู่กะตึก 101 ที่มาพร้อมเซ็ทคู่กะประกาศนียบัตรบอกว่ามาถึงตึกนี้แล้ว ก็เลยใช้บริการซะหน่อยด้วยราคา 350 NTD รอเพียง 15 นาที ก็จะได้ของมาชื่นชม

    จากนั้นเดินไปเห็นมุมไปรษณีย์อันเก๋ไก๋ แค่ซื้อโปสการ์ดกับแสตมป์จากตู้ข้างๆ แล้วเขียนชื่อ ที่อยู่คนรับ เราก็เอาโปสการ์ดไปปั๊มแสตมป์ที่เค้ามีให้ 3 อัน เค้ามีให้เลือก Family, Friends, Lover ให้เราปั้มตามใจฉัน ขึ้นอยู่กับว่าคนรับเป็นอะไรกับเรา แต่เราส่งหาตัวเองเลยปั๊มมันทุกอัน เป็นที่ระลึกน่า


    วนไปวนมาอีก ก็เจอทางเดินขึ้นไปชั้น 91 แต่ต้องเสียอีก 100NTD แต่เราก็ยอมจ่ายอ่ะ จะได้ออกไปรับลมกันนิดนึง(ตอนนั้นคิดว่าจะได้ออกเดินแบว่าอากาศโล่งๆ) เดินขึ้นไป โอ้ว จอร์จเค้ามีรั้วเหมือนซี่กรง บังไม่ให้เราเห็นอะไรชัดๆอ่ะ แต่ก็เอาวะขึ้นมาแล้วก็ชื่นชมพอขำๆละกาน บนชั้น 91 นี่ มียามอยู่โดยรอบ เพราะด้านบน ชั้น 92 ขึ้นไปเนี่ยเป็นสถานีควบคุมการสื่อสารอะไรสักอย่าง เค้าไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปเด็ดขาด เราเลยเดินลงกลับมาขึ้นลิฟท์ที่ชั้น 89 โห แบบว่ามองผ่านช่องว่างระหว่างบันไดแล้วอึ้งเลยอ่ะ บันไดมันวนๆๆๆๆๆๆ ดูแล้วลึกละลานตา ไม่รู้จบเรย เหอๆ

    ออกจากตึกไถเป่ยแล้วเค้าพาเรานั่งรถไฟฟ้าไปยัง Chiang Kai-Shek Memorial Hall ซึ่งตอนขาเข้าไปมีตึกหลังคาทรงจีน อยู่ด้านหน้า และเห็นตึกขาวหลังคาฟ้า อยู่ไกลลิบๆ แต่ก่อนไปอ่านเนตมาว่าข้างในเป็นรูปปั้นที่ใหญ่มั่กๆ เลยเดินไปดูกัน ปรากฏว่าเดินไปถึงเงยหน้าขึ้นไป เห็นบันไดสูงเชียว แต่ก็เอาวะ เดินๆไปก่อน ขึ้นไปถึงด้านในเป็นรูปจำลองของเจียงไคเช็ก แบบว่ามีทหารประเภทที่ยืนเฝ้าตัวแข็งเป็นคนเฝ้าด้วย ดูสักครู่ก็เลยเดินลงบันไดด้านข้าง โหๆๆๆ ตรูน่าจะลงด้วยลิฟท์มั่กๆ บันไดมันแบบว่าวนแล้ววนอีก วนแล้ววนอีก ดูเหมือนจะไม่มีทางออกพิกล แล้วเดินคนเดียวอีกต่างหาก เหอๆๆๆๆ เดินวนบันไดมาซะไกลก็มาถึงด้านล่าง เค้ามีนิทรรศการภาพถ่ายกันอยู่ ใกล้ๆกันก็เป็นสถานที่ๆแสดงสมบัติของเจียงไคเช็ก และร้านขายของที่ระลึก เราต้องดูทุกอย่างอย่างรีบๆเพราะจะถึงเวลานัดแล้ว (แค่กว่าจะเดินมาถึงตึกขาว-ฟ้า นี่ก็จะหมดเวลาแล้ว มานไกลกันเหลือเกิน)

    หลังจากมาเจอกันตามเวลานัด เราถ่ายรูปหมู่กันรอบนึงก่อนที่เค้าจะพาเราไปขึ้นรถไฟฟ้าอีกรอบไปยังสถานี Jiantan เพื่อที่จะไปที่ตลาดซื่อหลิน (มันมีสถานีซื่อหลินอยู่ถัดไป แต่เราต้องลงที่สถานีJiantan เพราะใกล้ตลาดมากก่า) พอเค้าปล่อย พวกเราเดินตรงดิ่งไปหาของกิน เลือกไปเลือกมาเราก็ไปหม่ำหม้อไฟ เป็นร้านยอดฮิตร้านนึงของที่นี่ โหอร่อยมั่กๆ มีน้ำพริกเผาทำจากพริกที่ทำให้ลิ้นชาด้วยอ่ะ อร่อยดี หม่ำเสร็จเราก็เดินมองหาร้านทำตราปั้มชื่อจีนของเรา (ใฝ่ฝันมานานแร้ว เห็นฮ่องเต้เค้ามี อยากมีบ้าง 555) หาได้ร้านนึง ต่อราคาสุดๆแล้วได้ 3 อัน 700 NTD ก็เลยหารกัน 3 คน ทำมาเท่ห์ๆ

    ทำตราปั๊มเสร็จแล้ว เราต้องรอมันเสร็จ 1 ชั่วโมง คนอื่นเค้าชอปปิ้งรอ แต่เราไม่มีไรที่อยากซื้อเลยฝากเค้ารับตราปั้ม แล้วเรานั่งรถไฟฟ้ากลับไปลงสถานี Taipei Main Station เพราะอยากไป Nova Mall ที่เค้าบอกว่าเป็นแหล่งขาย mp3 ไอ้เราก็หวังจะซื้อ CD ที่มี Mp3เพลงจีนกลับไปฟังที่บ้าน แต่ปรากฏมานเป็นแหล่งขาย MP3 Player แทน เหอๆ เซ็งเรย กลับที่พักดีก่า ระหว่างทางเดินผ่านป้าย Taiwan Story Land โดยบังเอิญ เลยเดินลงไปชั้นใต้ดินแล้วจ่ายเงิน 100 NTD เข้าไปชมสักหน่อย

    ที่ Taiwan Story Land นี่เล็กๆ เค้าก็ทำเป็นเมืองขนาดเล็กๆ มีร้านค้าต่างๆ ซึ่งแต่ละร้านนี่จะตกแต่งไว้แบบเก่าๆ เหมือนที่มีในตลาดโบราณ ที่เมืองโบราณบ้านเรา เดินแปรบเดียวก็หมดแล้วอ่ะ มันเล็ก แล้วก็ร้านข้างในส่วนใหญ่ที่ขายของกินก็ปิดหมดแล้วด้วย

    จบจากที่นี่เราก็ตรงดิ่งกลับที่พักอ่ะ เพราะมันหมดแรงแล้ว ไปนอนดีผ่า

    18 เมษายน 2549

    วันที่ 18 - เข้าเมือง(หลวง)ซะที

    Today's Programme

    Morning To craft bamboos
    AfternoonNational Palace Museum / Martyrs' Shrine
    EveningXimenting market place
    HotelArmed Forces Hero House, Taipei

    วันนี้ตื่นมาที่ฟาร์ม หม่ำอาหารเช้าแล้วก็ไปนั่งทำงานฝีมือจากไม้ไผ่ เหอๆมันต้องใช้ฝีมือจริงๆนะ แบบว่าอันแรกทำพัดลมอย่างง่ายๆ ก็แบบว่าเค้าทำให้ดูแล้วมันดูดี๊ๆ แต่พอทำเองออกมาแล้วไม่เวิร์ค เหอๆ อันที่สองทำขลุ่ย ก็ไม่เวิร์คเท่าไหร่ ขนาดเค้าช่วยนะนี่ แล้วแบบทำสองอันนี้ไม่ได้เรื่องก็หมดอารมณ์แร้วหง่ะ วิ่งไปทำน้องหมาจากผ้าขนหนูดีก่า อันนี้เวิร์คอ่ะ น่ารักอ่ะ เติมหางให้ด้วย ครีเอ๊ท ครีเอท แต่ซวยๆๆ เอามาตั้งถ่ายรูปแล้วลืมหยิบกลับมา แงๆๆๆๆ

    ที่นี่กิจกรรมเยอะมากๆ นอกจากทำไม้ไผ่นี่แล้วก็มีเสื้อกับกระเป๋าให้เพ๊นท์อีก เค้าให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง คิดว่าเสื้อเอามาคงไม่ใส่ เอากระเป๋าดีผ่า (อันนี้ตัดสินใจตั้งแต่เริ่มทำไม้ไผ่) แต่พอได้กระเป๋ามาก็รู้สึกเสียดาย ไม่อยากเพ๊นท์ กลัวกระเป๋าพังง่ะ (กำลังเซ็งๆ ขี้เกียจๆด้วย) เดินถ่ายรูปๆ แล้วก็ถึงเวลาขึ้นรถ

    เดินทางสักพักเราก็ถึงไทเปแร้ว เย่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สถานที่แรกที่เราไปก็คือ กู้กง หรือชื่อเต็มๆว่า National Palace Museum ที่นี่เค้ากำลังปรับปรุงอยู่ เราเลยเข้าไปด้านหน้าไปถ่ายรูปใกล้ไม่ได้หง่ะ แต่เราเข้าพิพิทธภัณฑ์ที่อยู่ข้างในได้ด้วยการเข้าจากด้านข้าง ที่นี่เค้าห้ามถ่ายรูปง่ะ เสียใจด้วย

    เวลาเข้ามาดูพิพิทธภัณฑ์ที่นี่เค้าบอกว่าที่นี่มีของเยอะมากๆ (เจียงไคเช็กขนมาเยอะ)เยอะขนาดที่ว่าเอาของที่จัดแสดงที่นี่ทั้งหมดมาต่อแถวเรียงกันล้อมเกาะไต้หวันได้ทั้งเกาะเชียวแหละ (โม้ป่าวไม่รู้) โดยเฉพาะรูปวาด ที่นี่มีรูปวาดเยอะมากๆ ขนาดเค้าสับเปลี่ยนภาพทุกๆ3เดือน(เพื่อรักษาสภาพของภาพวาดให้ไม่เสื่อมสภาพ)เปลี่ยนเป็นปียังไม่ซ้ำอ่ะ แล้วถ้าเรามาที่นี่ เราต้องมาดูของมีค่า 3 อย่างอันได้แก่
    1. ผักกาดที่ทำจากหยก อันนี้เค้าเรียกว่า ชิงชิงไป๋ไป๋ (ถ้าจำไม่ผิดนะ555) ผักกาดนี้เป็นของที่ฮ่องเต้ให้องค์หญิงน้องสาวติดตัวไป หลังจากที่ต้องแต่งงานไปต่างเมือง เพราะเป็นหยกที่แสดงถึงความสะอาดบริสุทธ์(เหมือนตัวองค์หญิง)
    2. หินรูปหมูสามชั้น อันนี้สำคัญยังไงไม่รู้อ่ะลืม
    3. ภาพ City of Cathay เป็นภาพวาดที่ยาวมากๆๆ (ขนาดจริง 35.6 x 1152.8 ซม.) ที่แสดงถึงสภาพวัฒนธรรมจีนตามฝั่งแม่น้ำในช่วงสมัยราชวงศ์ชิงวาดโดยจิตรกร 5 คนคือ Chen Mei, Sun Hu, Chin Kun, Tai Hung,และ Chen Chih-tao ตอนนี้เค้าไม่ได้จัดแสดงแล้ว อดดูของจริงเรย แต่ไม่เป็นไรซื้อโปสการ์ดรูปวาดชุดนี้มาแล้วทั้งเซ็ท เวลาจะชื่นชมต้องเอาโปสการ์ด 24 อันมาต่อกันยาวเหยียดค่ะ

    เรารีบวิ่งกลับขึ้นรถเพราะโปรแกรมต่อไป เราจะไปที่ Martyrs' Shrine เพื่อที่จะไปดูพิธีเปลี่ยนทหารยามตอนห้าโมงครึ่ง(เย็น)

    ที่ Martys' Shire นี่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมจากราชวงศ์หมิง เพื่อเป็นที่ระลึกถึงวีรบุรุษทั้ง 330,000 คนที่เสียสละชีวิตไปตอนสงครามภายในของจีน แล้วก็คนที่เสียชีวิตตอนมีสงครามกับญี่ปุ่น ก่อนที่จะก่อตั้งสาธารณะรัฐไต้หวัน ตอนไปถึงเราจะเห็นทหารยามยืนนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวเหมือนทหารเฝ้าวังทั่วไป แล้วก็มีทหารไม่กี่คนเดินหน้านิ่งๆมาเปลี่ยนยาม พอทหารเดินเปลี่ยนยามเสร็จเค้าก็รีบๆๆๆ ไล่คนออกเพราะเค้าจะปิดประตูแล้ว

    จากนั้นเราไปกินข้าวที่ร้านอาหารแถวๆสถานีรถไฟฟ้าYuanShan ที่เค้าพาเรามากินที่นี่เพราะที่นี่เป็นร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในไทเป ที่จะมีการกินแบบโต๊ะจีนแล้วจุคนได้เยอะๆ แต่ที่นี่ทั้งสกปรก ช้า และไม่อร่อย (บอกฝูเต่าหยวนไปแล้วนะ หวังว่าคนที่มาปีต่อๆไปคงไม่เจอ)กินไม่อิ่มอ่ะ เพราะกินไม่ลง ไม่ใช่ของมันน้อย

    จากนั้นเราไปที่ๆเราจะพักคืนนี้ ตอนแรกนึกว่าอยู่ในค่ายทหาร แต่ไม่ใช่เฟร้ย มานเป็นโรงแรมดีๆนี่เอง เพียงแต่ห้องที่เราอยู่เป็นเหมือนหออ่ะ ห้องนึงนอน 5-7 คน มีห้องน้ำในตัว 2 ห้อง (ในห้องอาจจะเน่าไปนิดแต่ก็โอเคแหระ ข้างนอกห้องมานดูดีก็พอแล้ว) แถมที่พักอยู่ใกล้กับ Presidential Palace แบบว่ามองหน้าโรงแรมเนี่ยเห็นอยู่ใกล้ๆ เดินไปได้เรย แถมเดินไปอีกทางแค่พ้นมุมตึกก็ถึงตลาดซีเหมิน ตลาดกลางคืนยอดฮิตอีกด้วย อิอิ


    เข้าห้องเสร็จแล้วเราต้องรอสักพักใหญ่เพราะเราต้องเรากระเป๋าใหญ่ที่เราแบกมาจากเมืองไทยแล้วทิ้งไว้ที่ไถจงเดินทางมาถึง เค้ามีรถบรรทุกขนกระเป๋ามาห้ายพวกเรา ก็ดีนะสบายเรา รับกระเป๋าเสร็จแล้วเราซ้อมการแสดงอีกสักครู่ แล้วจึงไปเดินแรดที่ ตลาดซีเหมิน โอ้วได้เจอแสงสีซะที สยามสแควร์บ้านเราชัดๆ อยู่บ้านนอกมานาน มีความสุขจริงๆ เดินกันอย่างอิสระเสรี ไปหาของกินแล้วก็เดินดูของ เดินไปเดินมาเจอคนขายร่มหล่อมั่กๆ ถูกใจป้าที่สุด อิอิ หล่อที่สุดตั้งแต่อยู่ไต้หวันมาเกือบ 3 อาทิตย์ ตอนแรกก็ถามราคาขำๆ แต่คนขายดันหล่อ แถมต่อราคามากๆแร้วยังให้อีก ข้าพเจ้าเรยใจละลายควักกระเป๋าตังค์จ่ายเค้าซื้อร่มมาหนึ่งอัน อิอิ

    17 เมษายน 2549

    วันที่ 17 - ทาโระโกะ และ ไปลอยโคมไฟ

    Today's Programme

    Morning Taroko National Park
    AfternoonBurning stove / Go Fishing / To cook snacks / BBQ / Frying the flying Lantern
    Evening
    HotelToucheng Leisure Farm, Ilan

    วันนี้เราควรจะได้ไปดูทาโระโก จอร์จ (Taroko Gorge) ที่เป็นถ้ำหินที่เค้าสร้างถนนตัดผ่าน เหมือนมุดไต้หินข้างๆหน้าผาอะไรประมาณนี้ แต่ๆๆๆๆๆ เมื่อวานมีแผ่นดินไหว (ไอ้ที่เรานึกว่าผีอำอ่ะ) มันทำให้มีหินถล่มเราเลยเข้าไปลอดไม่ได้ ฝูเต่าหยวนเลยตัดสินใจพาเราไปดูโรงงานทำหินที่เค้าแกะสลักหินไว้มากมาย แร้วก็มีของกระจุกกระจิกขาย แต่ไม่น่าซื้อเพราะของชิ้นใหญ่ๆมันแพง ส่วนของชิ้นเล็กมันแบบว่าเหมือนของขายแบกระดินราคา10บาท 20บาทบ้านเรา แต่เค้าขายแพงอ่ะ


    จากนั้นเราไปที่Taroko ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมยังจะได้ไปอีก ไหนบอกหินถล่ม หรือเค้าเคลียร์ทางแร้ว ไปถึงที่ถึงได้อ๋อ เพราะเค้าแค่ให้เราเข้าไปเที่ยวที่ Visitor Center เฉยๆ ไปดูตัวตึก ดูนิทรรศการแล้วก็ถ่ายรูปๆๆ แต่มาเห็นแค่นี้วิวสวยๆก็โอเคฟระ


    ตอนบ่ายเราเดินทางเลาะชายฝั่ง(มึนหัวอีกแร้ว)

    นั่งกันนานพอขำๆเพื่อที่จะไปให้ถึงเมือง Ilan ซึ่งเป็นฟาร์มที่เราจะไปพักคืนนี้ ที่โรงแรมฟาร์มนี้อยู่กลางเขาเรย แล้วแบบฝนก็ตก ไอ้โปรแกรมที่มีให้ตกปลา ทำขนมก็เลยหายไปโดยปริยาย ที่เราทำได้คือไปก่อไฟปิ้งมันเทศ เพราะเค้าเผากันในร่ม ที่นี่เค้าเก๋มาก เอาหินมาก่อเป็นถ้ำแล้วเอาไฟสุมจนหินร้อนจัด จากนั้นเอาเชื้อเพลิงออก โยนมันเทศเข้าไปแล้วฝังหิน เอาดินกลบจนมันสุก จากนั้นเราก็ไปกินข้าวที่เป็นแบบบุฟเฟ่ แล้วก็มีเตาบาร์บีคิว ให้พวกเราจัดการเอาของเสียบ ทาน้ำจิ้ม ปิ้งกันสนุกสนาน แล้วที่นี่มีของกินหลากหลายดี ปิ้งกันมัน เพราะกว่าจะจุดไฟติดก็ตั้งนาน แต่ละคนก็อยากจะปิ้งๆๆ ไม่มีใครกินไรสักที จนของมันล้นมากๆ ถึงได้เริ่มกินกัน แต่เรากินไม่ลงแล้วอ่ะ เพราะก่อนปิ้งบาร์บีคิวนี่ กินข้าวไปอิ่มแร้ว ที่นี่มีบ๊ะจ่างที่ไปปิ้งอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ด้วยอ่ะ อร่อยดี

    หม่ำกันอิ่มหนำแล้วเค้าให้เราไปนั่งตามโต๊ะ โต๊ะละ 10 คนแล้วให้เพ๊นท์โคมไฟอันใหญ่ๆเบ้งๆ แบบที่เอาไว้ลอยอ่ะ เราก็เลยเพ๊นท์กันตามใจฉันซะเรย จากนั้น ระหว่างรอสีแห้งเค้าก็แจกโคมไฟที่เราเคยระบายที่ไถจงแล้วอ่ะ เอามาต่อกะสายไฟเล็กๆที่เหมือนไฟฉาย ให้เดินถือเล่น แต่วันน้านฝนมานตกง่ะๆๆ ถึงจะตกกะปริดกระปรอยก็เหอะ แต่มันน้ำนะ โคมไฟเลยสีเยิ้มเรย ส่วนโคมไฟอันใหญ่ยังไม่ทันได้โดนน้ำเท่าไหร่ เค้าพาเราไปจุดไฟแล้วก็ลอยขึ้นฟ้าในบัดดล จากนั้นเราก็ไปเขียนขอพรใส่ต้นไผ่แล้วเอาไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ที่มีคนเขียนคำขอพรไว้เต็มเรย ไม่รู้จะสมหวังอ๊ะป่าว...

    ตอนกลางคืนคืนนี้เค้าให้ดูรูปที่ถ่ายๆกันมา แล้วก็ให้ฝูเต่าหยวนมาบอกความรู้สึกว่าแต่ละคนรู้สึกยังไง เศร้านิดๆนะ แต่ส่วนใหญ่ ขำๆ สนุกดี

    16 เมษายน 2549

    วันที่ 16 - ซานเซียนไถ และ ปาเซียนต้ง

    Today's Programme

    MorningEast Rift Valley National Scenic Area
    Afternoon
    EveningHualian Night Market
    HotelKKS Hotel, Hua Lian

    วันนี้ตอนเช้าตื่นก่อน Morning Call ตั้งเกือบ 10 นาทีได้เพราะแผ่นดินไหว แบบว่านอนๆอยู่เตียงก็สั่นๆๆๆๆ เหมือนโดนขย่มอ่ะ ตอนแรกนึกว่าผีอำ เพราะนอนโรงแรมผีสิง แต่แบบว่ามันเป็นแผ่นดินไหว ตั้ง 6.2 ริกเตอร์ แล้วจุดศูนย์กลางคืนที่ไถตง เมืองที่เรานอนเมื่อคืน โชคดีที่มันแค่ไหวแปร็บเดียว เกินมันไหวนานๆ ด้วยแรงขนาดนั้นเนี่ย ระวังของร่วงใส่หัวได้เรย

    ตอนเช้าวันนี้เราไปที่ ซานเซียนไถ เป็นเกาะเล็กๆที่ยื่นออกไปนอกทะเล มีสะพาน 8 โค้ง ที่มีบันไดทั้งหมด 311 ขั้น (ทั้งขึ้นและลง) เชื่อมระหว่างแผ่นดินกับเกาะ ที่นี่เค้ามีตำนานเกี่ยวกับ 8 เซียนว่า
    หลิวต้งปัง ที่เป็นเซียนที่หน้าตาดีที่สุด ชอบพอกับ เหอเซียนกู ที่เป็นเซียนที่สวยที่สุด แล้วนัดเจอกันที่เกาะนี้ เซียนคนแรกคือ หลี่เถียก่วย ที่ขาเป๋ เค้าเห็น 2 คนมานัดเจอจุ๋จี๋กันก็เลยโมโห เลยใช้ไม้เท้ากรุทุ้งเกาะ ทำให้เกาะแยกออกเป็น 2 ส่วน แต่ทั้งหลิวต้งปังและเหอเซียนกูยังหนีไปได้ หลีเถียก่วยก็เลยโมโหกระทุ้งเกาะที่แยกแล้วอีกครั้งนึง ทำให้เกาะแยกเป็น 3 เกาะ ที่เกาะจะมีรอยเท้าของหลิวต้งปังข้างนึง ส่วนอีกข้างหนึ่งอยู่ที่ฝูเจี้ยน (จีนแผ่นดินใหญ่)


    เค้าบอกว่าเวลามาที่นี่ให้ไปตามเก็บหินรูปหัวใจ ที่มีทั้งหมด 3 สี (แต่ไม่ได้สนใจเก็บอ่ะ สนใจแต่ถ่ายรูป อิอิ)
    • หินสีเหลือง หมายถึง กิจการและการงานรุ่งเรือง
    • หินสีแดง หมายถึง สมหวังเรื่องความรัก
    • หินสีขาว หมายถึง เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
    ตกบ่ายเราไปที่ ปาเซียนต้ง ("ปา" คือ 8, "ต้ง" คือ ถ้ำ)ที่นี่เป็นถ้ำ 8 ถ้ำอยู่รอบเขาที่สูง ใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงถึงจะครบรอบ เราเดินกันแค่ 6 ถ้ำ เพราะมีเวลาไม่พอ เราต้องเดินไปข้างบนเขา ไต่บันไดขึ้นไปสูงมากๆ เหนื่อยสุดๆ แต่วิวสวยสุดๆเหมือนกัน แม้ฝนตกก็ไม่เป็นอุปสรรค อิอิ


    จากนั้นเราเดินทางไกลไปเมือง ฮัวเหลียน ซึ่งที่นี่เค้าดังเรื่องโมจิ เราไปร้านโมจิที่ใหญ่มาก ชิมกันซะเหนื่อย (แต่ซื้อมาแค่ถุงเดียวอ่ะ เพราะซื้อมาจากไร่ชาเยอะแล้ว)

    จากนั้นเราก็ไปโรงแรม ที่นี่โรงแรมดีนะ สวยดี แต่อยู่นอกเมืองไปนิดอ่ะ ที่โรงแรมเค้ามีบริการพาคนไปตลาดกลางคืน แต่ต้องไปเบียดกะแป๊ะกะซิ้มอ่ะ คนเค้าไปกันเยอะแยะ แต่เราขี้เกียจไปอ่ะ ไม่ชอบชอปปิ้ง เลยไปเล่นเนตฆ่าเวลา ระหว่างที่คนอื่นไปชอป

    15 เมษายน 2549

    วันที่ 15 - ไร่ชา และโรงแรมผี

    Today's Programme

    Morning National Museum of Prehistory
    AfternoonTeas Improvement Factory / Biking in Guanshan
    EveningQuestionaire
    HotelChin Pen Yawan Hotel, Taidong

    วันนี้ตอนเช้าเราไปที่ PeiNan Culture Park หรือชื่อทางการเค้าคือ National Museum of Prehistory ที่ตั้งของพิพิทธภัณฑ์นี้เป็นที่อยู่เดิมของชนเผ่าเป่ยหนานซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 เผ่าพื้นเมืองของไต้หวันในอดีต 3,000 กว่าปีมาแล้ว ที่นี่เก็บของโบราณๆไว้มากมาย เข้าตัวพิพิทธภัณฑ์ก็จะจากแบบจำลองของไซด์งานที่ขุดซาก(สุสาน)ของชนเผ่าเป่ยหนาน ซึ่งเค้าเจอโลงศพทั้งหมด 1,055 โลงจากทะเลแปซิฟิก โลงศพพวกนี้ทำจากแผ่นหิน มีมากมายหลายขนาด รวมทั้งมีโรงงานที่ฝังคนทั้งครอบครัวด้วย
    บริเวณใกล้ๆกันก็มีแบบจำลองั้นหินใต้ดิน(Pebble Layers)ของไต้หวัน แผ่นดินไต้หวันจะเป็นชั้นๆที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน เพราะพื้นดินเค้าถูกดันจากทะเลขึ้นเรื่อยๆ เดินเรื่อยๆไปดูบริเวณอื่น เราจะเห็นอะไรๆเกี่ยวกับชาวเป่ยหนานเช่นเห็นเสื้อผ้าเค้าที่ทำจากรากไม้ เห็นแบบจำลองหมู่บ้านที่เรียงเป็นแนวตรงมุ่งสู่ภูเขา

    ใกล้ๆกะส่วนที่จัดแสดง มีเนินเขาเล็กๆ ที่เดินขึ้นไปแล้วจะเห็นวิวทั่วไถตง สวยมากๆ เราชมวิวเสร็จก็ขึ้นรถ รถเราจอดไว้ข้างๆสวนน้อยหน่า แถวๆนั้นเค้าปลูกน้อยหน่ากันเยอะแยะมากมาย มีน้อยหนาลูกเท่าส้มโอด้วย ขึ้นรถเสร็จเมฆฝนก็มา โปรแกรมตอนบ่ายเราที่มีขี่จักรยานด้วย เลยอดขี่เลย

    เราไปถึงแปลงปลูกชาที่โรงงานชาก็แบบว่าฝนตกแฉะๆ เดินดูโรงงานที่เค้าไม่ทำงานกันเพราะวันนี้ฝนตก เก็บชาไม่ได้ แล้วก้อชิมชาที่ชงซะแก่ขมปี๋ แล้วก็เดินตามเค้าไปเก็บยอดชา โอ้วจอร์จ ฝนตกแล้วเดินในไร่ โรงเท้าตรูเละมากๆ เสียดายอย่างเดียววันนี้ฝนตก ไม่ง้านจะได้ไปขี่จักรยานแล้วจะได้เห็นแปรงชาที่เป็นสโลปสวยๆเหมือนในหนังเกาหลี

    ออกจากโรงงานชา เค้าพาเราขึ้นเขาไปร้านขายของที่ระลึกที่ส่วนใหญ่เป็นขนมที่ทำจากใบชา มีคุกกี้ชาเขียวอันนึงที่ทุกคนแย่งกันยังกะซื้อของฟรี เหมือนหมาบ้า (อันนี้ไม่ได้เวอร์ จริงๆ ของมันหมด แต่มีแต่คนอยากได้ พอลังที่เค้าแบกมาใหม่วางถึงพื้นเสร็จ พวกที่ไปทริปเดียวกันเนี่ยแหละ ดึงทึ้งแย่งขนมกัน ยังกับแจกฟรี)

    ตอนเย็นเราเข้าพักกันที่โรงแรมYawan เป็นโรงแรมที่ดูขลังมากๆ พื้นที่กว้างสุดๆ น่ากลัวด้วย แล้วแบบมีคนมาฝันว่าโดนผีทำร้าย เหมือนกันสองคน(สองคนนี้นอนห้องเดียวกัน แล้วแบบว่านอนกลางวัน) เลยขอเค้าเปลี่ยนห้อง ปรากฏว่าโรงแรมยอมให้เปลี่ยนด้วยอ่ะ แล้วแถมชั้นที่เราพัก ที่กว้างมากๆ (เดินๆอาจจะหลงได้) มีอยู่ห้องนึงล็อกไว้ด้านนอก ไม่ให้คนเข้า ยิ่งกลัวกันเข้าไปใหญ่เลย แต่ก็ต้องอยู่อ่ะ ทำไงได้

    เนื่องจากมาถึงกันเร็ว โรงแรมเค้าเลยสาธิตการทำโมจิจากข้าวสุกๆให้ดู แค่เอาข้าวมาตำแล้วคลุกน้ำตาลกะงาก็กินได้แล้ว แต่กินไม่ลงอ่ะ ท่าทางโรงแรมสกปรก(ก็หนูมันวิ่งอ่ะ) ไม้ที่ตำก็โดนพี่อาร์มทำตกพื้น เหอๆ

    หลังมื้อเย็นวันนี้เค้าเรียกคนที่เกินเดือนเมษายนทั้งหมดแล้วก็แจกเค้กตุ้ยละก้อน กินกันหนุกหนาน แล้วพวกเราดันเล่นเอาเค้กป้ายหน้ากัน เหอๆ เฉวียนเฉวียนโกรธจนน่ากลัวเรย


    ที่โรงแรมนี้ก็มี Hot Spring สวยกว่าที่เมื่อคืนอีกเยอะๆ มันเป็นเหมือนสระว่ายน้ำ แล้วมีสปาน้ำด้วย ตอนแรกว่าจะไม่เล่นเพราะขี้เกียจรอชุดว่ายน้ำแห้ง แต่เค้ามาเล่าเรื่องผีให้ฟัง ก็เลยกลัวไม่กล้าอยู่ห้อง ไปข้างนอกคนเยอะๆดีกว่า ที่นี่สวยจริงๆ แต่น้ำตื้นมากๆอ่ะ จะว่ายก็ไม่สนุก จะแช่น้ำๆก็ไม่ร้อน อาจจะเป็นเพราะอาม่า อาซิ๊มแช่กันเต็มอีก อุณหภูมิเลยไม่ได้ที่ สู้ที่แช่เมื่อคืนไม่ได้ แม้จะสถานที่จะงามกว่า

    กลับขึ้นห้องจะนอน ป้านัทที่เป็นรูมเมท หันไปเจอคราบ คล้ายคราบกาแฟเลอะ ตรงหัวเตียงแล้วก็กำแพงข้างเตียง เจ๊แกเลยขวัญผวาไปขอนอนห้องข้างๆแทน แลกกันเอาปุ้ยมานอนห้องเราแทน

    14 เมษายน 2549

    วันที่ 14 - Kenting National Park

    Today's Programme

    Morning Kenting National Park
    AfternoonA Competition in the Swimming Pool
    EveningTo joy Chin-Pen Hot Spring
    HotelHao Jing Hotel, Taidong

    ตอนเช้าเราไปที่ Visitor Area ของ Kenting National Park นั่งดู VDO Presentation เกี่ยวกับเขิ่นติง (ที่ไต้หวันมี National Park อยู่ 6 ที่ เขิ่นติงเป็นที่ๆใหญ่ที่สุด) เรานั่งหลับได้แว่บนึง จากนั้นก็ไปดู Exhibition ที่เค้าจัดเอาไว้เป็นพิพิทธภัณฑ์เล็กๆ จากนั้นเราก็นั่งรถไปเข้าตัวpark โดยกลับไปเข้าทางเข้าที่อยู่หน้าโรงแรมที่พักเมื่อคืน เราเข้าไปเดินเขา อากาศเย็นก็จริงแต่แดดก็ร้อย เดินกันเหนื่อยมั่กๆ เพราะบางช่วงของทางเป็นซอกหินที่โดนกัดเซาะ เดินลำบาก แต่ก็สวยดีอ่ะ


    ตอนบ่ายเรานั่งรถกันนานมากๆๆๆๆ ขึ้นเขา ลงเขา จนปวดหัวไปหมด เพราะต้องวนรอบขวาของเกาะจากทิศใต้ไปทางทิศตะวันออก (ไต้หวันยังไม่มีถนนที่ตัดข้ามตรงกลางเกาะ แต่เห็นเค้าบอกว่ากำลังสร้างกันอยู่) เพื่อไปที่เมืองไถตง เราใช้เวลาทั้งบ่ายมาถึงที่พักเกือบ 4 โมงเย็น ตามโปรแกรมเห็นบอกมีแข่งอะไรที่สระว่ายน้ำ แต่ฝูเต่าหยวนสั่งให้เรารีบเก็บของแล้วก็ลงมา โดยให้แต่งชุดตามสบาย แล้วไม่ต้องเอากระเป๋าเงิน ของมีค่า และกล้องออกไปเลย เพราะว่าเราจะไปเล่นน้ำทะเล ปรากฏว่าเค้าพาเราไปวัดให้ยืนรออยู่นาน แล้วฝูเต่าหยวนก็หายไปแปรบนึง แต่พวกเค้ากลับมาพร้อมปืนฉีดน้ำและสายยาง มาฉีดเล่นสงกรานต์ พวกเราไม่อยากเล่นอ่ะ เพราะน้ำเหม็นเลยเดินหนีกลับโรงแรม คนเล่นก็เล่นต่อไป เพื่อนๆกลุ่มเราที่กลับมาก็ชวนกันไปเล่นน้ำที่สระว่ายน้ำ เปลี่ยนชุดว่ายน้ำกันแปร็บเดียวคนอื่นๆก็กลับมาจากเล่นสงกรานต์ มาแบบว่ายืนดูๆเราเล่นน้ำ เสร็จแล้วพี่อาร์มที่กลับมาก็ปีนรั้วโรงแรมเข้ามาเล่นจับคนโยนลงน้ำ พวกเราที่ใส่ชุดว่ายน้ำกลายเป็นตัวประหลาดไปเรยเพราะคนอื่นเค้าไม่ใส่ชุดว่ายน้ำกัน โชคดีที่สักพักพนักงานงานมาไล่ให้ขึ้นกันหมด พวกที่เล่นน้ำแบบว่าแต่งตัวปกติเลยต้องขึ้น พี่อาร์มฉลาดอ่ะ ถอดเสื้อโดดลงมาเรย นำเราเล่นน้ำ แช่น้ำร้อน แล้วแบบว่าพี่อาร์มแช่น้ำร้อนจัดๆเหมือนน้ำเย็น พอแบบเราลองเองมันคือเหมือนเอาตัวเองลงไปต้มอ่ะ แค่ลองเอาขาจุ่มๆก็แสบแล้วอ่ะ แต่คนที่แช่ลงไปแล้วบอกว่าถ้าลงไปแล้วจะไม่รู้สึกร้อน แล้วก็จริง ถ้าค่อยๆลงไปจะรู้สึกแสบๆนิดนึงแค่ตอนขยับตัว คือถ้านิ่งแล้วมันจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ถ้ามีคนข้างๆขยับตัวหล่ะก็ รู้สึกแสบทันที

    Hot Spring ที่นี่เค้าห้ามแช่ให้น้ำอยู่สูงกว่าระดับหัวใจเพราะจะช็อคได้ เพราะการแช่น้ำอย่างนี้หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น แค่ถ้านั่งเฉยๆสัก 10-15 นาทีแล้วไปแช่น้ำเย็นเพื่อปิดรูขุมขน จากนั้นก็ลงมาแช่น้ำร้อนใหม่ ตอนลงรอบแรกเสร็จแล้วก็รู้สึกสบาย ระหว่างที่แช่เอามือลูบตัวดูก็รู้สึกเหมือนเพิ่งทาโลชั่นลื่นๆ แต่พอรอบสองก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าแช่น้ำร้อนแล้ว คงเพราะร่างกายปรับตัวได้แล้ว แต่สงสัยว่ารอบสองจะแช่นานเกินไป เพราะขึ้นมาแล้วรู้สึกมึน โลกหมุน เหอๆ

    วันนี้อาบน้ำในห้องน้ำไม่มีความสุข เพราะเค้าใช้น้ำแร่ที่มีกำมะถันแบบเดียวกะน้ำรอนที่เราแช่ กลิ่นมันเหม็นเหมือนน้ำเสียในบ่อพักน้ำ วันนี้คือแบบอยากกลับบ้านมากๆๆๆๆๆๆๆ

    13 เมษายน 2549

    วันที่ 13 - เล่นว่าว ลมแรง

    Today's Programme

    Morning Scenery of Nanhui / The Maximum Fuan Temple
    AfternoonFlying Kite in Nanwan / Maobitou Park / Guanshan Sunset
    EveningKenting Night Market
    HotelGau Shang Ching Hotel, Kenting

    วันนี้เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เดินทางจาก เกาสง ไปที่ ถูลี่กง ซึ่งเป็นเหมือน ศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุด คุ้มครองรอบเกาะไต้หวัน ที่ถูลี่กงนี้ดังเรื่องเสี่ยงเซียมซี เซียมซีที่นี่คือเราไปไหว้พระก่อน แล้วเลือกเอาเซียมซีมาอันนึงแบบว่าไม่ต้องเขย่าเหมือนเซียมซีที่อื่นอ่ะ แล้วจากน้านเราก็ไปทำนายกับไม้คู่ โดยก่อนโยนไม้คู่ก็คิดไว้ในใจก่อนว่าอยากได้ "หงาย-หงาย", "คว่ำ-คว่ำ", หรือว่า "คว่ำ-หงาย" ถ้าลองเสี่ยงทายครบ 3 ครั้งแล้วถูกหมด (แปลว่าท่านให้สิ่งที่เราขอ) แล้วถึงจะไปเอาใบคำทำนายตามเบอร์เซียมซีที่หยิบมาได้ แต่ถ้าเสี่ยงทาย 3 ครั้งแล้วไม่ได้อย่างที่นึก ก็ไม่ต้องไปให้คำทำนาย เพราะท่านไม่ให้

    แล้วที่วัดนี้มีของดีอีกอย่างก็คือ ลูกประคำที่เป็นสร้อยข้อมือกองใหญ่ (แต่ก่อนจะหยิบมาก็บริจาคให้วัดเค้าสักหน่อยนะ) เค้าบอกให้หยิบคนละอันก็พอ แล้วถ้าหยิบมาแล้วก็เอาไปวนรอบกระถางธูป3รอบ จะได้ขลังๆ

    ตอนบ่ายเราไปที่ LongPan Park ที่เป็นจุดชมวิวตรงหน้าผา โอ้วมันแบบว่าสวยมั่กๆอ่ะ แล้วแบบลมแรงมากๆ เดินหัวปลิวว่อนกันเลย


    อยู่ตรงนั้นแปร็บเดียว เราก็ไปกันที่ South Bay Recreation Area เพื่อนเล่นว่าวที่เราเคยระบายสีกันที่ไถจง ที่นั่นเหมือนกับบางแสน แต่เป็นชายหาดโล่งๆ ไม่มีเก้าอี้ผ้าใบ ตอนที่เราไปถึงมีเด็กนักเรียนจากไถเป่ยมาเล่นน้ำ เล่นวอลเล่บอลชายหาด แต่ว่าพวกเราอดเล่นน้ำ ทำได้แค่เล่นว่าว เหอๆ


    พอเล่นว่าวเสร็จแล้ว เราไปต่อกันที่ Maobitou (เม่าปี้โถว) ซึ่งแปลว่าหวัวแมว มันเป็นส่วนที่ใต้ที่สุดของไต้หวัน เค้าว่ากันว่าวัฒนธรรมของคนไต้หวันคือว่าเวลาที่เรียนจบ ม.ปลายแล้วจะต้องมาส่วนที่ใต้ที่สุดของไต้หวัน ที่นี่สวยดีนะ แต่ไม่ค่อยมีไรให้ดูเท่าไหร่


    ตอนกลางคืนเราไปพักที่โรงแรม Gau Shang Shing ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่ปากทางเข้า Kenting National Park ซึ่งเป็นโรงแรมที่หรูหรา และดีที่สุดตั้งแต่อยู่มา ข้าวก็อร่อยที่สุดอีกต่างหาก

    หม่ำข้าวเสร็จแล้วเราไปเดินที่ เขิ่นติงไนท์มาร์เก็ต (เขิ่นติงก็คือKentingนะ) ที่นี่ไม่ค่อยมีไรแปลกใหม่อ่ะ เพราะของทีขายส่วนใหญ่คือของที่มาจากเมืองไทยแล้วก็อินโดนีเซีย แต่ที่นี่มี Snoopy Land (ร้านขายสนุปปี้น่านแหละ) ของแพงเว่อร์ทุกอย่าง

    12 เมษายน 2549

    วันที่ 12 - วัดโฝกวงซาน

    Today's Programme

    Morning Fo Guang Shan
    AfternoonA trip of Xin Jue Jiang
    EveningLove River
    HotelToong Mao Hotel, KaoHsiung

    วันนี้เราเดินทางกันไกลๆ อีกแร้ว ตามโปรแกรมต้องไปใช้เวลาช่วงเช้าที่วัดโฝกวงซาน (Fo Guang Shan) ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่และดังมาก สร้างมาตั้งแต่ปี 1967 แต่กว่าเราจะถึงวัดก็ปาเข้าไปเกือบ 11.30 น. แล้วอ่ะ มันเป็นเวลาพอดีเวลากินเจของทางวัด เราเลยต้องรีบเดินๆๆๆๆเพื่อที่จะไปโรงอาหาร เพราะมื้อนี้เราจะฝากท้องไว้ที่นี่ ไปถึงที่ห้องอาหาร แบบว่าตกใจ คนเป็นพันสวดมนต์กันอยู่ แค่จำนวนพระที่นั่งอยู่ก็เกินครึ่งแล้วอ่ะ ห้องอาหารที่นี่เค้าจัดไว้เป็นแถวยาวๆ บนโต๊ะมี ฝรั่งครึ่งลูก ถ้วย 2 ใบ จาน 1 ใบ ใส่กับข้าวที่เป็นถั่วฝักยาวผัดกะอะไรสักอย่าง แล้วก็มันฝรั่งกะฟักทองทอด แล้วก็มีที่เหลือไว้ให้ใส่อย่างอื่นอีกอ่ะ นั่งพนมมือตอนเค้าสวดสักพัก(เล็กมากๆ) ก็มีพระเดินมาตักข้าวใส่ถ้วยให้ สักพักก็มีอีกองค์เดินมาตักแกงเหมือนราดหน้าให้ อีกสักพักก็มีอีกคนตักผัดผักไรสักอย่าง แร้วก็มีอีกมาแจกผักต้ม เค้าจะตักให้ทุกคนพูนๆจาน ทุกคนก็รับๆ ไม่พูดอะไร แต่เราเห็นแล้วว่าเป็นผัดผักที่ไม่อยากกินเลยบอกเค้า "หว่อ ย่าว เสี่ยว เสี่ยว" 555 ภาษาจีนถูกป่าวไม่รู้ แต่ท่านเข้าใจว่าจะเอาน้อยๆ ถ้าได้ครบแร้วจะเอาอันไหนให้เอาจานมาใกล้ตัว อันไหนเยอะไปหรือไม่เอาก็ให้เอาไว้ข้างหน้าต่างจากตัว สักพักจะมีพระเดินมาตามเก็บกลับไป (จะได้ไม่ต้องทิ้งของ) เราไม่อยากกินฝรั่งเราก็เลยยื่นฝรั่งไว้ข้างหน้า แปร๊บนึงพระท่านก็มาตามเก็บ

    ที่นี่เค้าทำงานกันเป็นระเบียบ ระหว่างที่หม่ำอยู่พระที่ทำหน้าที่บริการก็จะเดินอยู่เรื่อยๆ เห็นมีพระฝรั่งเดินบริการด้วยอ่ะ ท่านเดินเก็บอาหารบ้าง เดินเติมอาหารบ้าง ตอนทานเสร็จก็ให้เอาของยื่นไปด้านหน้า เด๋วจะมีพระมาเดินเก็บแบบว่าเหมือนเครื่องจักรมาก เค้าทำงานกันเร็วมากๆ

    หม่ำเสร็จแต่ละตุ้ยจะมีแม่ชี เดินนำชมวัด แม่ชีที่นี่เราต้องเรียกท่านว่า "ซื่อฝู" หรือถ้าจะเรียกเป็นอังกฤษก็คือ "Venerable" (เหอๆ ยาวไป) แม่ชีที่นี่จับตัวผู้ชายได้ (แต่ไม่ควรจับ) และพระก็จับตัวผู้หญิงได้ (แต่ก็ไม่ควรอีกน่านแหละ) แล้วแม่ชีพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากๆ ที่แรกที่เราไปคือ Main Shire แปลเป็นไทยได้ว่าไรไม่รุ้อ่ะ ศัพท์ทางศาสนา แปลไม่ถูกฟร่ะ เข้าไปข้างในคือแบบว่าโอ้ว มานใหญ่มั่กๆ ตรงกลางมีพระ 3 องค์ องค์ขวาที่ถือลูกบอลคือองค์ที่คุ้มครองเรื่องสุขภาพ องค์กลางคือเจ้าชายสิทธัตถะ และองค์ซ้ายคือองค์ที่สอนเรื่องศาสนาเราหลังจากที่เราตาย (ก่อนเรามาเกิดใหม่) ด้านซ้ายและขวา(ริมๆ) ของตัวโบสถ์จะมีกลองและระฆังซึ่งทางวัดเอาไว้ตีในวันที่มีพิธีสำคัญเท่านั้น ตามกำแพงโบสถ์น้านก็จะมีพระองค์เล็ก องค์น้อยเต็มไปหมด แม่ชีที่พาเราเดินชมบอกว่ามีพระทั้งหมด 14,800 องค์ ส่วนด้านหน้าที่ใกล้ๆกับองค์พระใหญ่ก็มีเจดีย์ 2 อันที่มีพระองค์เล็กมาประกอบเป็นเจดีย์ เค้าบอกว่าใช้พระทั้งหมด 7,200 องค์ ซึ่งเจดีย์พระนี้จำลองมากจากที่ DunHuang ที่อยู่ในเขตอูรูมู่ฉี ที่เมืองจีน มาที่นี่เราได้รู้ว่าเครื่องหมายที่เหมือนสวัสดิกะของนาซีแต่หันไปคนละทางอ่ะ เป็นเครื่องหมายที่เรียกว่า ซาวาสกี(ภาษาสันสกฤษ)เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธ มีที่มาจากราชินี อู๋เจี๋ยเทียน (ไม่รู้ใช่บูเช็กเทียนที่เราเคยได้ยินป่าว)

    การกราบพระของคนไต้หวันไม่เหมือนคนไทยด้วยหล่ะ เค้ามีวิธีกราบพระโดยการ ยืนไหว้ครึ่งตัว 1 ครั้ง แล้วนั่งกราบแบบคว่ำมือก่อนแล้วระหว่างน้านก็กำมือ(ประกบสองมือ) 3 ครั้ง

    จากน้านเราไปที่ Meditation Hall ดูมืดๆขลังดีนะ เค้าบอกว่าที่นี่จุคนได้ถึง 400 คน แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าเพราะดูไม่ค่อยใหญ่ เค้าบอกว่าให้นั่งสมาธิประมาณ 30-45นาที แล้วก็ไปเดินจงกลมรอบห้องต่อจะดีมาก ที่นี่เค้ามีห้องพักผ่อน กินน้ำ ดื่มชา อยู่ข้างๆด้วย ใครนั่งสมาธิเสร็จก็ไปพักผ่อนข้างๆได้ จากนั้นเราเดินชมพิพิทธภัณฑ์(เค้าห้ามถ่ายรูป)มันสวยอ่ะ ที่นี่ดีนะ น่าไปอีก แล้วที่คุยกับแม่ชีมา เค้าบอกที่วัดนี้มีสอนศาสนาทั้งภาษาจีนและอังกฤษ เลือกเรียนภาษาอะไรก็ได้ เค้าเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นมหาวิทยาลัยเลย

    เนื่องจากเรามีเวลาไม่มาก ที่สุดท้ายของวัดที่เราจะไปดูคือพระองค์ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของวัด ตรงฐานของพระองค์ใหญ่มีเหมือนที่แสดงพระแบบต่างๆ รอบฐานด้านนอกมีพระองค์เล็กประมาณ 500 องค์เป็นปางต้องห้าม ที่หมายความว่า "fearless" ส่วนมือซ้ายจะหงายมือออก แปลว่า "Welcome" แม่ชีบอกว่าที่นี่เหมาะที่จะเดินจงกลมมาก

    จบจากวัดเราไปกลางเมือเกาสง ไปแหล่งชอปปิ้งที่ชื่อว่า "เฉินซื่อกวงหลาง" ระหว่างทางเข้าเหมือน นึกว่าอยู่บ้าน รถบรรทุกเพียบเรย เพราะเกาสงเป็นเมืองอุตสาหกรรม บรรยายกาศที่แบบว่ารถบรรทุกเยอะๆ แล้วรถติดๆเนี่ย มันเหมือนอยู่พระประแดงชะมัด เราไปเดินตรงแหล่งชอปปิ้งน้านไม่นานก็เบื่อ เพราะมันไม่มีอะไรอ่ะ จงลี่ยังใหญ่กว่าเลย

    แต่ที่แปลกใจคือคนที่นี่ต้องคิวซื้อ Pon De Ring ที่เหมือนที่บ้านเรามีอ่ะ แบบว่าต่อคิวกันยาวอ่ะ เหมือนบ้านเราไปต่อซื้อ Roti Boy อ่ะ แต่แบบไม่น่าเชื่อ บ้านเรานี่ไม่ได้จะฮิตไรขนาดน้านเรยทำไมที่นี่ฮิตฟระ

    หลังจากที่เราเข้าพักที่โรงแรมแล้ว เค้าแนะนำให้เราเดินไปอ้ายเหฮอ (แปลว่า แม่น้ำรัก หรือ Love river) เราก็เลยไปเดินซะหน่อย มันก็ไม่เหนมีไรสวยเป็นพิเศษ แค่เค้าแต่งไฟไว้รอบๆเท่านั้นเองอ่ะ ทั้งข้างทางและสะพานสีไฟสวย แต่ดูไงเจ้าพระยาก็สวยกว่า แล้วแบบสงสัยว่าที่เค้าเรียกว่า Love river เพราะว่ามันมาจากบรรยากาศรอบๆข้างที่คู่รักมากันเยอะๆ แบบว่า about-to-make-love รึป่าว อิอิ

    11 เมษายน 2549

    วันที่ 11 - ทำกระดาษ

    Today's Programme

    Morning To Learn the Quintessence of Chinese culture - Making Paper
    AfternoonTo visit Central Taiwan Science Park
    EveningActivity of Team
    HotelCrown Hotel, TaiChung

    เช้าวันนี้เราไปโรงงานทำกระดาษกัน ที่โรงงานนี้เค้ายังทำกระดาษด้วยมือทั้งหมด (ที่อื่นเค้าใช้เครื่องกันหมดแร้ว) เค้าพาเราชมโรงงานทำกระดาษซะทั่ว (ไม่กว้างหรอก) จากนั้นถึงจะพาเราไปทำกระดาษแผ่นเท่า A4 โดยกระดาษเค้ามีวิธีทำดังนี้นะคะ
    1. โรงงานเค้าจะเอาเยื่อไม้ไปใส่เครื่องปั่นจนเป็นขุย
    2. เอาขุยที่ได้จากการปั่นมากวนกับน้ำ แล้วเอาตะแกรงร่อนจุ่มน้ำขึ้นมา แล้วเขย่าตระแกรงจนน้ำหายหมด
    3. แกะกระดาษออกมาจากพิมพ์แล้วเอาน้ำหล่อลื่นเพื่อให้กระดาษออกมาจากพิมพ์ง่ายๆ
    4. รอให้กระดาษแห้งสัก 3-4 วัน (แต่ถ้าเร่งๆก็เอาใส่กระดานแล้วให้เครื่องกดทับรีดน้ำออก)
    5. เอากระดาษไปวางไว้บนโต๊ะรีดที่ร้อนๆ แล้วเอาแปรงไล่ลมจนกระทั่งไอน้ำหายไปหมด ซึ่งหมายความว่ากระดาษแห้งแล้ว จึงดึงกระดาษออกมา
    เราทำกระดาษเสร็จ 1 แผ่น เค้าให้เราทำอีกแผ่น แผ่นที่สองเน่ย ทำเสร็จแล้ว(ยังไม่ได้รีดน้ำ) เค้าให้เราเอาตระแกรงเล็กไปทำอีกอันทำเป็นสีๆ แล้วเอามือเราทาบ กระดาษก็จะเป็นรูรูปมือ จากน้านก็เอากระดาษสีๆเน่ยไปโปะทับกระดาษแผ่นใหญ่กว่า แร้วไปรีดน้ำพร้อมกัน จะกลายเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่มีลาย สวยดี อิอิ
    เราทำกระดาษแผ่นๆเสร็จ เค้าพาเราไปทำพัดกระดาษ ก็ไม่ได้ทำไรมากแค่ปั๊มลายกระดาษแล้วเอากาวทาติดกับแกพลาสติก แล้วกุ๊นขอบแค่นี้แหละ ทำกันอย่างรีบๆ ไม่ค่อยงามเท่าไหร่ (แต่เมี่ยนเปาเค้าว่าสวยอ่ะ ยืมเอาไปโชว์ด้วย เหอๆ)


    ตอนกลางวันระหว่างทางเราร้องคาราโอเกะเพลงจีนกัน (ตอนแรกว่าจะนอน อิอิ แต่ทนแรงใจที่เรียกร้องไม่ไหว) เค้าเปิดเพลงจีนที่พอฮัมได้เรยสนุก แต่อ่านตัวจีนไม่ออกอ่ะ เลยร้องเอาขำๆ

    ตอนบ่ายเรากลับเมืองไถจง ไปหากระเป๋าใหญ่ที่เราฝากโรงแรมไว้ ไปถึงเมืองไถจงเรายังไม่กลับโรงแรมทันที แต่ไปที่ Taichung National Science Park ก่อน

    ตอนแรกนึกว่าเป็นเหมือนพิพิทธภัณฑ์ แต่ปรากฏว่าเหมือนไปชม BOI หรือ Software park บ้านเรา เพราะมานเป็นแค่สถานที่ให้พวกธุรกิจ หรือนักธุรกิจใหม่มาเช่าถูกๆ ไป ผู้บรรยายเค้าบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ(สำเนียงจีนสุดๆ) สลับกะภาษาจีน ก็ดีวะพอจะรู้เรื่องบ้าง แล้ว VDO Presentation มานก็เป็นภาษาอังกฤษ ก็ดีอ่ะ รู้เรื่องดี แต่แบบว่าเวลาถามคำถามแร้วเค้าตอบไม่ตรงประเด็นอ่ะ เข้าใจว่าเพราะภาษาอังกฤษเค้าก็ไม่ค่อยแข็งแรง แบบว่าถามว่า Benefits ของการก่อตั้ง Science park นี่คือไร เค้าก็ตอบว่า Science Park ยังไม่มีกำไร เหอๆ เลยเลิกถามเรย

    ออกจาก Science Park เค้าพาเราไปที่ Taichung Metropolitan Park ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่จะเห็นเมืองไถจงทั้งเมือง เพราะอยู่บนเนินเขา ที่นี่สวยมากๆๆ แต่มานร้อนสุดๆ เลยไม่ได้เดินไปชมอะไรไกลๆ


    กลับมาถึงโรงแรมเหมยชุนอีกครั้ง คราวนี้กลับมาเห็นที่วัดเค้าเตรียมเลี้ยงโต๊ะจีน แล้วก็จัดเวที (ต้อนรับเรา อิอิ)ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอตอนกลางคืนเรากินข้าวกลับมาเก็บของในห้อง เพราะต้องจัดของลงกระเป๋าเล็กเพื่อเดินทาง 7 วัน เพราะเราจะไม่ได้เจอกระเป๋าใหญ่จนกว่าจะถึงไถเป่ย (ก็ไทเป น่านแหละแต่ขอเรียกด้วยแอ๊คเซ่นจีนนิดนึงนะ) จัดเป๋าอยู่ก็ได้ยินเสียงเพลงแด๊นซ์ เลยออกไปดูที่หน้าต่างหน้าห้อง (มันจะมองเห็นลานหน้าวัด ที่อยู่ระหว่างตึกพอดี) ปรากฏว่าไอ้เพลงแด๊นซ์เน่ย เค้าโชว์เต้นจ้ำบ๊ะ ใส่บิกินนี่ โอ้วววว หน้าวัดเน่ยนะ? แบบพวกเราก็ตื่นเต้นเด่ะ มารุมมองกานใหญ่เรย แร้วแบบเจ๊คนที่เต้นอ่ะ เค้าก็ลงมาเต้นยั่วไปทั่วตามโต๊ะต่างๆ แต่แบบผู้ชายไม่ค่อยสนใจ คงกลัวเมียอ่ะ แต่แบบแมร่งไม่เกรงใจพระ เกรงใจเจ้าเรยอ่ะ

    หลังจากโชว์เค้าจบงานเลิก เราที่มองจากชั้น 4 ก็เปลี่ยนโฟกัสไปที่ชั้น 2 มีคู่วัยรุ่นหนุ่มสาวมานัวเนียกันอยู่ตรงระเบียงชั้น2 ที่มานยื่นออกมาจากตัวตึก โอ้ว ดูผู้ชายน่านมานก็นัวเนีย ผู้หญิงน่านก็ทำเป็นอ่านหนังสือเรียน แต่แบบ ก็นะ เราก็กรี๊ดกร๊าดกานใหญ่ เพราะมานนัวเนียกานใหญ่ นัวไปเนียมา สองคนน้านก็ชวนกานเข้าห้อง จบข่าว...

    ตอนกลางดึกเราได้ยินเสียงเพลงจีนๆดังลั่น นึกว่ามีไรอีก เลยออกมาดูที่ระเบียง เห็นพิธีบูชาอะไรสักอย่างตอนเกือบเที่ยงคืน ไม่ได้ถามเหมือนกานว่ามานเปนไร

    10 เมษายน 2549

    วันที่ 10 - ไปสวนสนุก

    Today's Programme

    MorningPuli Brewery Factory / Formosan Aboriginal Culture Village
    Afternoon
    EveningA Singing Competition
    HotelSun Wang Hotel, Pu Lee

    วันนี้ตื่นแต่เช้า รีบๆกินข้าวแล้วเข้าไปถ่ายรูปที่วัด Wen Wu ที่อยู่ตรงข้ามโรงแรมเพราะว่าเมื่อวานมีเวลาเดินแปรบเดียว เสร็จแล้วรีบขึ้นรถ เพราะฝนตกหง่ะ

    แล้วไม่รู้เพราะฝนตกรึเปล่าเราเลยไม่ได้ไป Puli Brewery Factory ตามโปรแกรม แต่ก็ดีเพราะเค้าตรงดิ่งพาเราไปสวนสนุก Formosan Aboriginal Culture Village ที่ใหญ่ดีมั่กๆ ตอนเราไปถึงเค้ามีพิธีเปิดโชว์ต้อนเราพอดี แบบว่าตื่นตาตื่นใจกันใหญ่เพราะ คุณผู้ชายนุ่งผ้าเตี่ยวเห็นแก้มก้นเรย 5555 จบจากโชว์เค้าปล่อยเราตามสบาย เฉพาะช่วงเช้าเค้าให้เราไปเล่นตามสบายด้านล่าง ไม่ต้องขึ้นกระเช้าไปข้างบน รอกินข้าวเที่ยงเสร็จก่อนค่อยไป เราก็เลยเล่นกันเต็มที่ จะแย่ก็ตรงที่ฝนดันตกอ่ะดิ่ เดินไปแฉะไป จุดเด่นของที่นี่ที่เราชอบก็คือ UFO (Gyro Drop) อยากเล่นมาหลายปีแร้วอ่ะ ไปมาเลเซียก็ปิด ไปเกาหลีก็ไม่ได้เข้า ทีนี้ได้ขึ้นไปสมใจ มันพาเราขึ้นไปสูงๆ ช้าๆ ชมวิว แล้ววิวที่นี่สวยสุดๆ พอมานขึ้นไปสูงสุด (เค้าบอกเท่าตึก 10ชั้น) มานก็ดรอปลงมาเร็วๆ แต่แบบมานเสียวไม่สุดอ่ะ ของเล่นที่นี่มีน้อย แร้วแต่ละอันเสียวไม่สุดหง่ะ รถไฟเหาะตีลังกามันก็แบบว่าสั้นไป เสียวไม่สุด UFO นี่ก็เตี้ยไปอ่ะ ยังกรี๊ดไม่เสร็จมานก็ถึงแล้วหง่ะ


    ตอนกลางวันเราหม่ำข้าวกล่องเซ๊เว่นเหมือนเดิมแต่คราวนี้ไม่ค่อยอร่อยอ่ะ หม่ำเสร็จเราขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไปบนยอดเขา เพื่อเดินไล่ลงมาชมชนเผ่าต่างๆ ใช้เวลาไม่ถึง 10นาทีก็ถึงอ่ะ วิวสวยนะ เสียดายอย่างเดียวฝนตกด้วย ถึงยอดเราจะเห็นจุดชมวิว สวยดี แล้วเวลาเดินตามทางเราก็จะผ่านหมู่บ้านชนเผ่า ซึ่งจะมีการแสดงโชว์ ซึ่งคนแสดงโชว์แต่ละที่เนี่ย เป็นชุดเดียวกับที่แสดงที่หน้าประตูทางเข้าตอนเช้า แร้วก็เป็นชุดเดียวกันตลอดอ่ะ (เค้าแสดงตั้งแต่เช้าหน้าประตู แร้วมาตามลานแสดง แร้วก็ไปแสดงที่พิธีปิดอีก ที่นี่เค้าใช้งานคนคุ้มเวร้ย) ถึงเวลาที่เค้าแสดงพิธีปิด เราไม่ได้ดู แต่เดินไปถ่ายรูปด้านนอก ด้านหน้าที่เป็นประสาท น้ำพุ แล้วก็สวนแบบยุโรปๆ แค่ไปดูๆขำๆถ่ายไปอย่างละรูป ก็ต้องวิ่งขึ้นไปที่จุดนัดพบ เซ็งเรยอ่ะมารู้ทีหลังว่านี่เป็นที่ถ่ายทำเป็นบ้านเต้าหมิงซื่อ F4 อ่ะ ถ้ารู้ก่อนจะไปแรดถ่ายมาเยอะๆ


    ตอนกลางคืนเรามีงานดิสโก้ ประกวด ดาว เดือน แล้วก็ "ล่าเม่ย" (สาวขายหมาก ที่แบบว่าต้องร้อนแรงอ่ะ) กลุ่มเราใช้Theme ชุดนอนให้ดาวและเดือน กลุ่มเราส่งน้องแจ็ค กะพี่กิ๊ฟลงประกวด พี่กิ๊ฟนี่ออกแนวน่ารักมากับตุ๊กตา แต่น้องแจ๊คเด่ะ น่ารักก่า แต่งตัวเป็นหมา มีความสามารถพิเศษเป็นหมาหยอกไก่ ส่วนล่าเม่ยเน่ยให้น้องอั๋นลงแข่ง แต่งเปนหญิง แล้วอั๋นก็แบบทุ่มเท เล่นเต็มที่จนคนเค้านึกว่าเป็นกระเทยจริงๆ แต่ว่าตอนที่ให้คะแนน คนเค้าไปลงให้คะแนนคนของตุ้ยอื่นกานหมด เหอๆ แต่ไม่รุ้ทำไมไม่มีการประกาศผล


    ตอนกลางคืนนอนไม่เป็นสุข เพราะประตูห้องเปิดได้หง่ะ แค่ดันประตูแรงๆมานก็ไปแร้ว ห้องอื่นไม่เป็น มาเป็นห้องตรู ขนาดเรียกเค้ามาซ่อมแร้วมาน ตอนแรกเหมือนจะเข้าไม่ได้ เรามารู้ทีหลังอีกว่ามันยังเปิดได้อยู่ เราก็เรยแบบว่าช่างมาน เพราะนอนแค่คืนเดียว เดี๋ยวก็ไประ ไม่คิดมาก ขี้เกียจเรื่องมาก